เมื่อวันที่ 28 เม.ย. 59 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายประพันธ์ เช้าฉ้อง รองนายก อบต.ลำภี นายสมเกียรติ จินดาพล ผู้ใหญ่บ้านลำภี หมู่ที่ 4 ต.ลำภี อ.ท้ายเหมือง จ.พังงา พร้อมด้วยแกนนำราษฎรในตำบลลำภี อ.ท้ายเหมือง จ.พังงา ประมาณ 10 คน นำสื่อมวลชน เดินทางเข้าตรวจดูพื้นที่ ซึ่งชาวบ้านระบุว่าเป็นทุ่งสงวนเลี้ยงสัตว์ แต่ถูกนายทุนอิทธิพลรายหนึ่ง บุกรุกนำเครื่องจักรกลหนักเข้าไปตัดทำลายต้นไม้ และปรับหน้าดิน เพื่อฮุบเอาเป็นพื้นที่ส่วนบุคคล โดยพบว่าพื้นที่กว่า 1,000 ไร่ ถูกทำลายเสียหายราบเป็นหน้ากลอง โดยมีเครื่องจักรกลหนักจอดอยู่บริเวณที่เกิดเหตุด้วย ซึ่งก่อนหน้านี้ตัวแทนราษฎรเคยยื่นเรื่องให้ DSI ตรวจสอบดำเนินคดีแล้ว แต่จนถึงขณะนี้ยังไม่มีความคืบหน้าใดๆ
นายประพันธ์ เช้าฉ้อง รองนายก อบต.ลำภี เปิดเผยว่า ที่ดินซึ่งถูกบุกรุกแปลงนี้เป็นทุ่งสงวนเลี้ยงสัตว์บ้านทุ่งส้อง มีเนื้อที่ประมาณ 5,400 ไร่ ซึ่งเดิมบริษัทงานทวีได้ขอสัมปทานบัตร เพื่อขุดหาแร่ดีบุก ต่อมาประทานบัตรได้หมดอายุลงแล้ว แต่บริษัทยังมาบุกรุกต่อ ทำลายต้นไม้ที่มีอยู่ จนราษฎรในพื้นที่ต้องประสบปัญหาภัยแล้ง รวมตัวกันออกมาเรียกร้องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ดำเนินการยึดคืนพื้นที่ทุ่งสงวนเลี้ยงสัตว์ กลับมาเป็นพื้นที่สาธารณะ เนื่องจากพื้นที่แห่งนี้เป็นแก้มลิง ที่สามารถกักเก็บน้ำไว้ใช้ในช่วงฤดูแล้งได้เป็นอย่างดี และป้องกันปัญหาน้ำท่วมในช่วงฤดูฝน ซึ่งประชาชนใน 4 ตำบลได้รับประโยชน์จากทุ่งสงวนเลี้ยงสัตว์แห่งนี้

อย่างไรก็ตาม จากการตรวจสอบเอกสารทะเบียนที่ดินสาธารณสมบัติของแผ่นดิน ประเภทราษฎรใช้ร่วมกัน พบว่าพื้นที่ดังกล่าวเป็นทุ่งสงวนเลี้ยงสัตว์บ้านทุ่งส้อง มีเนื้อที่รวม 5,400 ไร่ และได้มีการขึ้นทะเบียนไว้เป็นที่ดินสาธารณประโยชน์ อ.ท้ายเหมือง จ.พังงา ตั้งแต่ปี 2469 แต่ปัจจุบันหน่วยงานราชการกลับปล่อยปละละเลย ให้นายทุนอิทธิพลกับพวก นำเครื่องจักรกลหนัก เข้าไปบุกรุกทำลายเสียหายไปแล้วมากกว่า 1,000 ไร่ นอกจากนี้ยังมีการลักลอบตัดไม้ทำลายป่าต้นน้ำ เป็นบริเวณกว้างอย่างไม่เกรงกลัวกฎหมาย ซึ่งราษฎรในพื้นที่ระบุว่ามีข้าราชการระดับสูงใน จ.พังงา หนุนหลัง และสั่งห้ามผู้นำท้องถิ่นบางคนไม่ให้แพร่งพราย หรือแจ้งให้สื่อมวลชนใน จ.พังงา ทราบ และเข้าไปทำข่าว
ขณะที่แกนนำหมู่บ้านนำผู้สื่อข่าวเข้าตรวจสอบ พื้นที่บุกรุกอยู่นั้น ก็มีโทรศัพท์ลึกลับโทรติดต่อ ผู้สื่อข่าวคนหนึ่ง เพื่อขอให้ยุติการนำเสนอข่าว เพื่อแลกกับผลประโยชน์ จำนวน 200,000 บาท ซึ่งจากการตรวจสอบพบว่าเป็นเครือข่ายกำนันดัง ซึ่งมีอิทธิพลอยู่ในพื้นที่ อ.ท้ายเหมือง จ.พังงา

