เมื่อวันที่ 7 พฤศจิกายน ที่กระทรวงยุติธรรม พล.อ.อ.ประจิน จั่นตอง รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรียุติธรรม กล่าวถึงความคืบหน้าข้อเสนอเรื่องการนำกัญชามาใช้ประโยชน์ทางการแพทย์ ให้คณะรัฐมนตรีพิจารณาว่า สำหรับสาระสำคัญของร่างกฎหมาย 17 มาตราที่ดึงมาจากร่างประมวลยาเสพติดมายกร่างเป็น พ.ร.บ.ฉบับใหม่ นั้นสารสำคัญจะพูดถึงสาเหตุความจำเป็นการใช้พืชกัญชาเพื่อรักษาโรค การขออนุญาตปลูกและผลิตในพื้นที่ควบคุม การขออนุญาตครอบครองโดยแพทย์และเภสัชกรที่เกี่ยวข้อง รวมถึงผู้ป่วยที่จะครอบครองและพกพาต้องมีใบรับรองจากแพทย์และสามารถครอบครองได้ในปริมาณจำกัด โดยกระทรวงสาธารณสุข องค์การอาหารและยา สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ป.ป.ส.) จะเข้าไปดูแลการปลูก การใช้ประโยชน์จากพืชกัญชาและกระท่อมภายใต้การควบคุมในเงื่อนไขที่ชัดเจน อย่างไรก็ตามพืชกัญชายังคงสถานะเป็นยาเสพติดรัฐบาล ไม่ได้ปลดล็อกให้เสพได้ แต่ปรับกฎหมายให้สามารถนำมาใช้ในทางการแพทย์ได้อย่างคล่องตัว
ผู้สื่อข่าวถามว่า หน่วยไหนจะพิจารณาว่ามีความจำเป็นที่ต้องปรับจากยาเสพติดประเภท 5 เป็นยาเสพติดประเภท 2 หรือไม่ พล.อ.อ.ประจินกล่าวว่า ในวันที่ 9 พ.ย.นี้ กระทรวงสาธารณสุขจะหารือรายละเอียดในร่าง พ.ร.บ.ฉบับดังกล่าว ในเรื่องความชัดเจนว่าจะปรับกัญชา จากยาเสพติดประเภท 5 เป็นยาเสพติดประเภท 2 หรือไม่ ก่อนจะนำเข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในวันที่ 13 พ.ย. อย่างไรก็ตาม หาก ครม.เห็นชอบคาดว่าก็จะนำเข้า สนช.เพื่อพิจารณาอย่างรวดเร็ว ให้แล้วเสร็จภายในเดือน ธ.ค.นี้
พล.อ.อ.ประจินกล่าวว่า โดยส่วนตัวเห็นว่าจะปรับกัญชาเป็นยาเสพติดประเภท 2 หรือคงไว้เป็นยาเสพติดประเภท 5 ก็ไม่ได้มีผลแตกต่างกันเพราะร่าง พ.ร.บ.ฉบับใหม่นั้นได้กำหนดหลักเกณฑ์การใช้ การควบคุม รวมถึงบทลงโทษกับผู้ฝ่าฝืนไว้ชัดเจน แต่ถ้าเปลี่ยนเป็นยาเสพติดประเภท 2 กัญชาจะไปอยู่ในกลุ่มเดียวกับยาเสพติดที่เป็นยารักษาอาการปวด ในผู้ป่วยบาดเจ็บฉุกเฉิน ทางกระทรวงสาธารณสุขจะต้องกำหนดมาตรการควบคุมและเงื่อนไขการใช้ให้ชัดเจนและรัดกุม ซึ่งจะต้องมีการปรับกฎและระเบียบกระทรวงสาธารณสุข
พล.อ.อ.ประจินกล่าวต่อว่า อย่างไรก็ตาม กระบวนการหรือขั้นตอน นั้นหากร่างกฎหมายผ่านความเห็นชอบจาก สนช. เมื่อนำขึ้นทูลเกล้าฯและประกาศในราชกิจจานุเบกษา ก็จะมีผลบังคับใช้ทันที ซึ่งจะเป็นการเริ่มการขออนุญาตปลูก ผลิต จำหน่าย และทดลองใช้รักษาผู้ป่วยทางการแพทย์ ระหว่างนี้ยังปลูกและครอบครองไม่ได้
เมื่อถามว่า กรณีที่ พล.อ.ประยุทธ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เสนอให้กัญชาเป็นพืชเศรษฐกิจ พล.อ.อ.ประจินกล่าวว่า เรื่องดังกล่าวนั้นสืบเนื่องมาจากข้อมูลที่ประเทศไทยนำเข้ายาจากต่างประเทศจำนวนมาก หากสามารถผลิตยาได้เองก็จะช่วยลดค่าใช้จ่าย และเป็นการสร้างงานให้กับคนไทย ถือเป็นส่วนหนึ่งของเศรษฐกิจและเป็นกิจกรรมหนึ่งที่ก่อให้เกิดรายได้หมุนเวียนจากระดับบนลงล่าง แต่ไม่ได้หมายความว่ากัญชาจะเป็นพืชเศรษฐกิจเช่นเดียวกับข้าว มันสำปะหลัง หรือข้าวโพด กัญชายังมีคงสถานะเป็นพืชเสพติด
เมื่อถามอีกว่า พื้นที่ที่ปลูกต้องมีการจำกัดหรือไม่ว่าต้องเป็นภูมิภาคใด พล.อ.อ.ประจิน กล่าวว่า ไม่จำกัดว่าต้องเป็นพื้นที่ภาคอีสานหรือภาคใดจะเป็นพื้นที่ใดก็ได้ แต่ต้องมีมาตรการควบคุมพื้นที่ปลูกและปริมาณผลผลิตอย่างเข้มข้น และได้รับใบอนุญาตจากทางราชการเท่านั้น
ผู้สื่อข่าวยังถามอีกว่า หากมีการอนุญาตให้ปลูกกัญชาใช้ทางการแพทย์แล้ว จะพัฒนาไปสู่การใช้เพื่อสันทนาการหรือไม่ พล.อ.อ.ประจินกล่าวว่า สังคมไทยยังมีความห่วงใยกับเรื่องนี้ ซึ่งกัญชาแตกต่างจากการดื่มสุรา หรือ สูบบุหรี่ ก็มีการนำใช้เพื่อเป็นกิจกรรมสันทนาการ แต่มีคำเตือนว่าบุหรี่และสุรามีโทษ ดังนั้น จะนำกัญชามาใช้เพื่อสันทนาการนั้น คงจะต้องผ่านการหารืออย่างเข้มข้น ถึงความต้องการใช้กัญชาและปริมาณความเข้มข้นในการเสพ ที่สำคัญจะต้องสร้างความตระหนักรู้รับผิดชอบต่อสังคมก่อน
พล.อ.อ.ประจินยังกล่าวด้วยว่า ในบางประเทศที่อนุญาตให้ใช้กัญชาเพื่อสันทนาการก็ไม่ใช่การเสพเสรีแต่มีข้อกำหนด และยังพบปัญหาในแง่ลบ เช่น ในบางรัฐของสหรัฐอเมริกาอนุญาตให้ใช้กัญชารักษาโรคในราคาไม่แพง ต่อมาอนุญาตให้ใช้เพื่อสันทนาการ แต่มีงานวิจัยปรากฏข้อมูลว่ามีการนำกัญชาจากตลาดมืดที่มีความเข้มข้นสูงแฝงเข้ามา และลักลอบขายในราคาแพงกว่ากัญชาของรัฐ ดังนั้น ประเทศไทยจึงต้องพิจารณาในส่วนนี้อย่างถี่ถ้วน เพื่อไม่ให้มีผลกระทบตามมา อย่างไรก็ตาม ในวันนี้ยืนยันว่า ประเทศไทยคงยังไปไม่ถึงจุดที่จำเป็นต้องใช้กัญชาเพื่อสันทนาการ

