เมื่อวันที่ 2 พฤษภาคม ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) พ.ต.อ.กฤษณะ พัฒนเจริญ รองโฆษก ตร. กล่าวถึงความคืบหน้านโยบายของคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ในการกวดขัน จับกุม ผู้ใช้เส้นทางในการแข่งรถจักรยานยนต์ ว่า พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ตร.) สั่งการให้ พล.ต.อ.เดชณรงค์ สุทธิชาญบัญชา ที่ปรึกษา (สบ10) รับผิดชอบการจราจร ออกวิทยุสั่งการไปยังเจ้าหน้าที่ตำรวจในพื้นที่ ให้เร่งกำชับกวดขันการแข่งรถในทาง ก่อให้เกิดความรำคาญแก่พี่น้องประชาชน การขับรถในทางมีความผิดทั้งหมด 4 กลุ่ม คือ 1.ผู้ขับขี่จะมีความผิดตาม พ.ร.บ.การจราจรทางบก ห้ามมิให้ผู้ใดขับรถในทาง โทษจำคุกไม่เกิน 3 เดือน หรือปรับตั้ง 2,000-10,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ 2.ผู้จัดให้มีการแข่งขัน จะมีความผิดฐานผู้สนับสนุน มีโทษจำคุกไม่เกิน 3 เดือน หรือปรับ 2,000-10,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ 3.ส่วนของผู้ปกครอง จะมีความผิดหากผู้ขับขี่ยังเป็นเยาวชนอยู่ จะมีความผิดตาม พ.ร.บ.คุ้มครองเด็ก พ.ศ.2546 ฐานชักจูงส่งเสริมและยินยอมให้เด็กประพฤติตนไม่สมควร มีโทษจำคุกไม่เกิน 3 เดือน หรือปรับ 30,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และ 4.สำหรับผู้จำหน่ายอุปกรณ์แต่งรถ จะมีความผิดตาม พ.ร.บ.มาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม มีโทษจำคุกไม่เกิน 1 เดือน หรือปรับตั้งแต่ 5,000-50,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
“การแข่งรถจักรยานยนต์เป็นความผิดอยู่แล้ว ถ้าคิดว่าตัวเองมีความสามารถก็ไปสมัครเป็นนักแข่งรถเลยจะดีกว่า เพื่อสร้างชื่อเสียงให้ตัวเองและประเทศชาติด้วย อย่ามาแข่งรถกันในทาง การกระทำที่เป็นการคึกคะนองต่างๆ ผลร้ายที่เกิดขึ้นอาจไม่ได้เกิดเพราะตัวท่านเอง แต่ยังตกไปถึงพี่น้องประชาชน หรือญาติพี่น้องของตัวเองด้วย” รองโฆษกตร. กล่าว
ด้าน พ.ต.อ.เอกรักษ์ ลิ้มสังกาศ รองผบก.จร.กล่าวว่า ในส่วนของกรุงเทพฯนั้น ตำรวจบก.จร.ประสานกับตำรวจท้องที่ในเส้นทางที่มักมีการรวมตัวของกลุ่มวัยรุ่นขี่รถจักรยานยนต์ อาทิ พระรามเก้า , สุขสวัสดิ์ , ราชพฤกษ์ ฯลฯ โดยการตั้งด่านตั้งแต่เวลา 00.00-05.00 น. ทุกวันอยู่แล้ว ประกอบกับ หลังมีการจับกุมกลุ่มวัยรุ่นนัดรวมตัวแข่งรถจักรยานยนต์หลายรายในท้องที่สน.ตลาดพลู และสน.วิภาวดี ก่อนจะถูกดำเนินคดีตามมาตรการนั้น ทำให้กลุ่มวัยรุ่นที่นัดแข่งรถลดน้อยลงไปมาก นอกจากนี้ยังมีการสนธิกำลังตั้งด่านในเส้นทางอื่นๆ ที่มีลักษณะถนนกว้าง เหมาะแก่การนัดรวมตัวอีกด้วย อย่างไรก็ตาม นอกเหนือจากเส้นทางที่ตำรวจป้องกันไว้ จะมีเครือข่ายอาสาของเจ้าหน้าที่รวมถึงประชาชนที่จะคอยแจ้งหากพบการรวมตัวดังกล่าว ทั้งนี้ไม่กังวลเนื่องจากมั่นใจว่ามาตรการที่มีอยู่ทั้งด้านจราจรและด้านของกฎหมายจะสามารถควบคุมได้

