อุทธรณ์ยกฟ้อง “พล.ต.ท.สมคิด-พวก”อุ้มฆ่า”อัลรูไวลี”นักธุรกิจซาอุฯ ชี้หลักฐานแค่พยานบอกเล่า ไม่ชัดเจน

3.05.16 | 15:30 น.
พล.ต.ท.สมคิด บุญถนอม

เมื่อเวลา 09.30 น.วันที่ 3 พฤษภาคม ที่ห้องพิจารณา 904 ศาลอาญา ถนนรัชดาภิเษก ศาลอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ คดีอุ้มฆ่านักธุรกิจชาวซาอุดีอาระเบีย ที่พนักงานอัยการฝ่ายคดีพิเศษ 1 เป็นโจทก์ ยื่นฟ้อง พล.ต.ท.สมคิด บุญถนอม อดีตจเรตำรวจ และอดีต ผบช.ภ.5 พ.ต.อ.สรรักษ์ หรือสมชาย จูสนิท ผกก.สภ.สบเมย จ.แม่ฮ่องสอน พ.ต.อ.ประภาส ปิยะมงคล ผกก.สภ.น้ำขุ่น จ.อุบลราชธานี พ.ต.ท.สุรเดช อุดมดี และ จ.ส.ต.ประสงค์ ทอรั้ง ตำรวจนอกราชการ เป็นจำเลยที่ 1-5 ฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยเจตนาโดยไตร่ตรองไว้ก่อน เพื่อปกปิดการกระทำความผิดอื่นของตน และเพื่อหลีกเลี่ยงให้พ้นความผิดทางอาญาที่ตนได้กระทำไว้ และร่วมกันหน่วงเหนี่ยวกักขังผู้อื่นเป็นเหตุให้ผู้นั้นถึงแก่ความตาย ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 , 289 , 309 , 310 และขอให้ศาลมีคำสั่งคืนแหวนของกลางคืน ให้แก่ทายาทของนายโมฮัมหมัด อัลรูไวลี ด้วย

คำฟ้องโจทก์เมื่อวันที่ 12 มกราคม 2553 สรุปว่า เมื่อปี 2530 เกิดความขัดแย้งขึ้นอย่างรุนแรงระหว่างรัฐบาลซาอุฯ ที่ประชาชนส่วนใหญ่นับถือศาสนาอิสลาม นิกายสุหนี่ กับรัฐบาลประเทศอิหร่าน ที่ประชาชนส่วนใหญ่นับถือศาสนาอิสลาม นิกายชีอะห์ เนื่องจากความขัดแย้งทางศาสนา รวมทั้งสาเหตุที่รัฐบาลซาอุฯ ปราบปรามสลายการชุมนุมของกลุ่มประท้วงกลุ่มมุสลิม นิกายชีอะห์ ที่มาแสวงบุญที่เมืองเมกกะ ประเทศซาอุฯ ทำให้กลุ่มผู้ประท้วงที่ส่วนใหญ่เป็นชาวอิหร่านเสียชีวิตจำนวนมาก จากเหตุการณ์ดังกล่าวทำให้เกิดเหตุลอบทำร้ายเจ้าหน้าที่นักการทูตของรัฐบาลซาอุดิอาระเบีย ในประเทศต่างๆ กระทั่งเมื่อวันที่ 4 มกราคม 2532 เกิดเหตุคนร้ายลอบฆ่านักการทูตของสถานเอกอัครราชทูตซาอุดิอาระเบีย ประจำประเทศไทยเสียชีวิต 1 คน เหตุเกิดที่แขวงสีลม เขตบางรัก กทม. สถานเอกอัครราชทูตซาอุฯแจ้งขอร้องต่อรัฐบาลไทยให้ดูแลรักษาความปลอดภัยแก่สถานเอกอัครราชทูตซาอุฯ รวมทั้งเจ้าหน้าที่นักการทูตอย่างเต็มที่ และแจ้งเตือนถึงกรมตำรวจในขณะนั้นและกระทรวงการต่างประเทศของไทยในเรื่องดังกล่าวหลายครั้ง

ต่อมาวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2533 เกิดเหตุคนร้ายลอบฆ่านักการทูตซาอุฯอีก 2 ครั้ง เสียชีวิตรวม 3 ราย เหตุเกิดที่แขวงทุ่งมหาเมฆ เขตยานนาวา รัฐบาลไทยขณะนั้นสั่งการให้ พล.ต.อ.แสวง ธีระสวัสดิ์ อ.ตร.(ขณะนั้น)ติดตามและนำตัวผู้กระทำความผิดมาลงโทษให้ได้ กระทั่งระหว่างวันที่ 12-15 กุมภาพันธ์ 2533 ต่อเนื่องกันจำเลยทั้งห้า เป็นเจ้าพนักงานตำรวจกองกำกับการสืบสวนสอบสวนตำรวจนครบาลพระนครใต้ กองบัญชาการตำรวจนครบาล โดยจำเลยที่ 1 มียศเป็น พ.ต.ท. ตำแหน่ง รอง ผกก. จำเลยที่ 2 และ 3 มียศ ร.ต.อ. ตำแหน่ง รอง สว. จำเลยที่ 4 ยศ ร.ต.ท. ตำแหน่ง รอง สว. และจำเลยที่ 5 ยศ จ.ส.ต. ตำแหน่ง ผบ.หมู่ พวกจำเลยได้รับมอบหมายจากผู้บังคับบัญชาให้ติดตามสืบสวนจับกุมคนร้ายที่ฆ่านักการทูตซาอุฯ โดยจำเลยกับพวกบังอาจร่วมกันลักพาตัว นายโมฮัมหมัด อัลรูไวลี นักธุรกิจชาวซาอุดิอาระเบีย เป็นพระญาติกษัตริย์ซาอุดิอาระเบีย จัดส่งแรงงานไทยไปทำงานที่ซาอุดิอาระเบีย เนื่องจากจำเลยทั้งหมดเข้าใจว่า นายอัลรูไวลีมีส่วนเกี่ยวข้องกับการตายของนักการทูตซาอุดิอาระเบีย เพราะมีความขัดแย้งกันเรื่องจัดส่งแรงงานไทย

โดยจำเลยบังคับนำตัวนายอัลรูไวลี ไปหน่วงเหนี่ยวหรือกักขังไว้ที่โรงแรมฉิมพลี แขวงคลองตัน เขตพระโขนง กทม. บังคับข่มขืนใจใช้กำลังประทุษร้าย ชกต่อย และทำร้ายร่างกายโดยวิธีการต่างๆมีวัตถุประสงค์เพื่อซักถามข้อเท็จจริง เพื่อให้นายอัลรูไวลี ยอมรับว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับการฆ่านักการทูตซาอุดิอาระเบีย ทั้งนี้จำเลยมีเจตนาฆ่านายอัลรูไวลี จนถึงแก่ความตายโดยไตร่ตรองไว้ก่อน และเพื่อปกปิดความผิดของตนในความผิดที่จำเลยร่วมกันลักพาตัวนายอัลรูไวลีมาหน่วงเหนี่ยวกักขัง และทำร้ายร่างกายเพื่อหลีกเลี่ยงให้พ้นในความผิดอื่นที่ตนได้กระทำไว้ดังกล่าวมา

คำฟ้องระบุด้วยว่าจำเลยทั้งห้ายังได้ร่วมกันใช้กำลังประทุษร้าย ชกต่อยทำร้ายร่างกายนายอัลรูไวลี โดยวิธีการต่างๆ และร่วมกันใช้อาวุธปืนยิงจนถึงแก่ความตาย สมดังเจตนาโดยไตร่ตรองไว้ก่อน และร่วมกันซ่อนเร้น ย้าย หรือทำลายศพ โดยนำศพของนายอัลรูไวลี ไปเผาทำลายภายในไร่ท้องที่ ต.สุรศักดิ์ อ.ศรีราชา จ.ชลบุรี เพื่อปิดบังการตายหรือปิดบังสาเหตุของการตาย เหตุเกิดที่แขวงทุ่งมหาเมฆ เขตยานนาวา แขวงและเขตบางกะปิ แขวงคลองตัน เขตพระโขนง และที่ ต.สุรศักดิ์ อ.ศรีราชา จ.ชลบุรี เกี่ยวพันกัน

Advertisement

ต่อมาเมื่อวันที่ 24 พฤศจิกายน 2552 จำเลยทั้งห้าได้พบกับพนักงานสอบสวนกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) กระทรวงยุติธรรม โดยแจ้งข้อกล่าวหาและทำการสอบสวนแล้ว พนักงานสอบสวนยึดแหวนของ นายอัลรูไวลี ที่สวมใส่อยู่ขณะเกิดเหตุจำนวน 1 วงเป็นของกลาง จำเลยทั้งห้าแถลงให้การปฏิเสธต่อสู้คดีโดยตลอด

ศาลชั้นต้น มีคำพิพากษาวันที่ 31มีนาคม 2557 ให้ยกฟ้องจำเลยทั้งหมด เนื่องจากเห็นว่า ฝ่ายโจทก์ไม่ได้นำ พ.ต.ท.สุวิชชัย แก้วผลึก พยานโจทก์ปากสำคัญเข้าเบิกความต่อศาล มีเพียงบันทึกคำให้การของ พ.ต.ท.สุวิชัย เท่านั้น ทั้งยังมีข้อพิรุธน่าสงสัยเกี่ยวกับแหวนทองคำของผู้ตาย พยานหลักฐานโจทก์ยังมีข้อพิรุธน่าสงสัย ยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้จำเลย

ต่อมาอัยการ โจทก์ ยื่นอุทธรณ์ ขอให้ศาลพิพากษาลงโทษจำเลย

ศาลอุทธรณ์ตรวจสำนวนประชุมปรึกษาหารือกันเเล้ว พ.ต.ท. สุวิชชัย เบิกความว่า เคยเข้าไปในโรงเเรมฉิมพลีเเล้วพบนายอัลรูไวลี และภายหลังยังได้พบเเหวนที่อ้างว่าเป็นของนายอัลรูไวลีเเละเป็นพยานหลักฐานใหม่ หลังจากนั้นมีการสอบสวนพนักงานโรงเเรมดังกล่าว

ศาลเห็นว่า คดีนี้ ครั้งแรกพนักงานอัยการ มีคำสั่งไม่ฟ้องคดีไปเเล้ว แต่ภายหลังมีการอ้างคำให้การใหม่ของ พ.ต.ท.สุวิชชัย ที่พนักงานสอบสวนดีเอสไอมาดำเนินคดีใหม่ คำให้การดังกล่าวเเละเเหวนที่อ้างว่าเป็นของนายอัลรูไวลีนั้นเคยปรากฏในสำนวนที่พนักงานอัยการเคยมีคำสั่งไม่ฟ้องไปเเล้ว พยานหลักฐานดังกล่าวจึงไม่ใช่พยานหลักฐานใหม่ อุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ฟังขึ้น ที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่าเป็นพยานหลักฐานใหม่นั้นศาลอุทธรณ์ไม่เห็นพ้องด้วย

ขณะที่ศาลอุทธรณ์ เห็นว่า ที่มารดาของนายอัลรูไวลี ขอเข้าเป็นโจทก์ร่วมนั้น โจทก์ยังไม่มีพยานหลักฐานว่านายอัลรูไวลี เสียชีวิตหรือถูกทำร้ายได้รับบาดเจ็บจนไม่สามารถดำเนินการได้ด้วยตัวเอง ส่วนคดีแพ่งที่ญาติของนายอัลรูไวลี ร้องขอให้ศาลมีคำสั่งเป็นบุคคลสาบสูญนั้นศาลแพ่งและศาลอุทธรณ์ยกคำร้อง ดังนั้นจึงไม่อาจเข้าเป็นโจทก์ร่วมได้

ส่วนจำเลยที่ 2 – 5 ได้กระทำผิดตามฟ้องหรือไม่ ศาลอุทธรณ์ เห็นว่า โจทก์ไม่มีประจักษ์พยานเห็นว่าจำเลย พานายอัลรูไวลีเข้าไปในโรงเเรมฉิมพลี เพียงเเต่รับฟังได้ว่าเคยมีการใช้โรงเเรมดังกล่าวเป็นที่รวมพลของเจ้าหน้าที่ตำรวจ ส่วน พ.ต.ท.สุวิชชัย พยานโจทก์ที่อ้างว่ามีการจับกุมตัวชาวซาอุดิอาระเบีย มาสอบสวน เเต่ไม่ได้ระบุรายละเอียดว่าพนักงานสอบสวนนั้นมีใครบ้างที่เป็นผู้จับกุมเเละฆาตกรรมเผานายอัลรูไวลี คำให้การจึงเป็นเพียงเเต่การคาดคิดของ พ.ต.ท.สุวิชชัย ว่าผู้ที่กระทำจะต้องเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจในสายงานซึ่งก็คือจำเลยที่ 2 – 5 ขณะที่พยานโจทก์ปาก พ.ต.ท.สุวิชชัย นั้นเป็นเพียงพยานบอกเล่าจากผู้อื่น จะเป็นความจริงหรือไม่ ก็ไม่ทราบ อีกทั้งเมื่อ พ.ต.ท.สุวิชชัย ทราบความดังกล่าวกลับไม่นำไปเล่าให้ผู้บังคับบัญชาฟัง

เเม้ภายหลัง พ.ต.ท.สุวิชชัย จะไปให้การ กับดีเอสไอว่าตัวเองเป็นผู้พบเห็นนายอัลรูไวลีด้วยตัวเองที่โรงเเรมเเละพบเเหวนของนายอัลรูไวลีตั้งเเต่ปี 2546 ควรที่จะนำมาให้พนักงานสอบสวนในขณะนั้นเเต่กลับปล่อยเวลาทิ้งไว้ถึง 5 ปีเเล้วค่อยนำแหวนไปซ่อม ก่อนมามอบให้พนักงานสอบสวน อาจทำให้หลักฐานเสื่อมสลายไปได้ ขณะที่เจ้าของร้านเพชรและช่างซ่อมเเหวน เบิกความว่า เเหวนที่นำมาซ่อมนั้น ไม่มีร่องรอยไฟไหม้ ทั้งที่ พ.ต.ท.สุวิชชัย อ้างว่าได้เเหวนมาจากจำเลยที่ 4 ที่นำมาจากก้นถังน้ำมัน 200 ลิตร ที่เผาทำลายนายอัลรูไวลี ขณะที่ญาติของนายอัลรูไวลีไม่อาจยืนยันว่าเเหวานดังกล่าวเป็นของนายอัลรูไวลี

และเเม้โจทก์ จะมี พล.ต.ท.ชลอ เกิดเทศ มาเบิกความเพื่อให้สอดคล้องกับ พ.ต.ท.สุวิชชัย เเต่เป็นเพียงพยานบอกเล่า พล.ต.ท.ชลอ ระบุว่าได้ฟังมาจาก พ.ต.ท.สุวิชชัย เองเท่านั้น ประกอบกับอัยการโจทก์ ไม่ได้นำ พ.ต.ท.สุวิชชัย มาเบิกความต่อศาล เพื่อให้โอกาสจำเลยที่ 2 – 5 ซักถามให้ได้ความอย่างชัดเเจ้ง จึงมีเพียงคำให้การของ พ.ต.ท.สุวิชชัยในชั้นสอบสวน เเละบันทึกถ้อยคำที่ยื่นมาภายหลังที่รับฟังไม่ได้ อีกทั้งคำให้การยังกลับไปกลับมา ไม่มีการเชื่อมโยงให้เห็นว่ามีการกระทำให้นายอัลรูไวลีถึงเเก่ความตาย

ข้อเท็จจริง จึงรับฟังได้ว่า โจทก์ไม่มีประจักษ์พยาน ยืนยันว่าจำเลยทั้งหมดเป็นผู้กระทำให้นายอัลรูไวลีถึงเเก่ความตาย ที่ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องจำเลยเห็นพ้องด้วยในผล อุทธรณ์โจทก์ฟังไม่ขึ้น จึงพิพากษายืน

ภายหลัง นายเอนก คำชุ่ม ทนายความผู้รับมอบอำนาจ จากมารดานายอัลรูไวลี กล่าวว่า ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ได้วินิจฉัย 2 ประเด็นคือโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง เเละพยานหลักฐานที่นำมาฟ้องไม่ใช่พยานหลักฐานใหม่ จะกลับไปพิจารณาประเด็นข้อกฎหมายเพื่อที่จะยื่นฎีกา เเต่ประเด็นเเหวนจะถือเป็นพยานหลักฐานใหม่ได้หรือไม่ขึ้นอยู่กับดุลพินิจศาล

ด้าน พล.ต.ท.สมคิด จำเลย กล่าวขอบคุณศาลที่ให้ความเป็นธรรม พร้อมระบุว่า เป็นเวลากว่า 7 ปีที่ทนทุกข์ทรมานในการสู้คดีมา คำพิพากษาในวันนี้ถือได้ว่าเป็นบทพิสูจน์ของการปฏิบัติหน้าที่ของตน หลังจากการถูกดำเนินคดีนี้ตนไม่ได้รับความเจริญก้าวหน้าในหน้าที่การงาน

พล.ต.ท.สมคิด กล่าวอีกว่า ที่ผ่านมีกระบวนการที่นำพยานหลักฐานมากล่าวหากลั่นเเกล้ง และมีการร่วมกันนำพยานที่เป็นผู้ต้องโทษตามคำพิพากษาที่หนีออกไปยังต่างประเทศมากล่าวหา ตนยื่นฟ้องดำเนินคดีอาญาทั้งนายธาริต เพ็งดิษฐ์ อดีตอธิบดีดีเอสไอ ขั้นตอนอยู่ในชั้นไต่สวนมูลฟ้อง รวมทั้งเจ้าหน้าที่ดีเอสไอเเละพนักงานอัยการอีกจำนวนหนึ่ง ซึ่งได้หยุดการพิจารณาคดีไว้ เนื่องจากต้องรอผลจากคำพิพากษาในคดีนี้

ผู้สื่อรายงานว่า ในการฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์วันนี้ ญาติของนายอัลรูไวลี ไม่ได้เดินทางมาศาลแต่อย่างใด คงมีเพียง Mr.Abdalelah Mohammed A.Alsheaiby อุปทูตสถานเอกอัครราชทูตซาอุดิอาระเบีย และเจ้าหน้าที่สถานทูตกว่า 10 คน เดินทางมา โดยไม่ให้สัมภาษณ์ใดๆ