เมื่อวันที่ 3 ธันวาคม ที่สถานีตำรวจภูธรอำเภอเมือง จ.พิษณุโลก มีประชาชนทั้งในพื้นที่ อ.เมือง และ อ.นครไทย กว่า 10 ราย ที่ได้รับความเดือดร้อนหลังนำที่ดินไปจำนองกับนายทุนเงินกู้นอกระบบ แต่เมื่อนำเงินไปใช้หนี้พร้อมขอไถ่ถอนโฉนดคืนกลับถูกบ่ายเบี่ยง แถมให้ใช้หนี้เป็นเงินอีกเท่าตัว เนื่องจากการทำสัญญาที่ไม่ชอบมาพากล จึงเข้าแจ้งความสภ.เมืองพิษณุโลก เพื่อดำเนินการกับนายทุนโหดดังกล่าว โดยก่อนหน้านี้ทางผู้เสียหายได้เข้าร้องเรียนที่เพื่อขอความเป็นธรรมที่ตำรวจภูธรภาค 6 เพื่อหวังว่าจะได้รับโฉนดที่ดินคืนกลับมา รวมทั้งศูนย์ดำรงธรรมจังหวัดพิษณุโลก ซึ่งเบื้องต้นได้มีการเรียกนายทุนและผู้เสียหายมาเจรจาแต่ไม่สำเร็จ
น.ส.นภัสวรรณ อินทร์มลเทียร อายุ 44 ปี หนึ่งในลูกหนี้ของนายทุนเงินกู้นอกระบบ เปิดเผยว่า หลังจากเข้าร้องเรียนกับตำรวจภูธรภาค 6 ได้มีการเรียกนายทุนมาเจรจาแต่ไม่เป็นผล นายทุนยังยืนยันยึดตามสัญญาที่ทำไว้ ซึ่งไม่เป็นธรรม โดยหลอกให้ทำสัญญาเงินกู้เผื่อไว้เพื่อต้องการเงินเพิ่ม ทั้งที่จริงๆ ทุกรายที่กู้มาไม่ถึงจำนวนเงินที่ทำไว้ตามสัญญา อีกทั้งยังจ่ายเงินคืนในอัตราดอกเบี้ยสูงกว่ากฎหมายกำหนด อย่างของตนนำทรัพย์สินเป็นที่ดินจำนวน 26 แปลง พร้อมอาคารพาณิชย์ไปจำนองไว้ เป็นเงิน 15 ล้านบาท แต่สัญญากลับทำเผื่อไว้ 35 ล้านบาท เพราะนายทุนให้เหตุผลว่า หากต้องการเงินอีกก็สามารถมาเอาเพิ่มได้ตลอดเวลา แต่เมื่อกลับมาขอรับเงินเพิ่มกลับไม่ให้ และบ่ายเบี่ยงไม่ทำตามสัญญาที่ทำไว้ ที่ผ่านมา ตนได้ชำระเงินกู้มาตลอดพร้อมดอกเบี้ย เป็นเงิน 18 ล้านบาท จึงขอไถ่ถอนโฉนดที่ดินคืนแต่กลับไม่ได้ ทั้งยังต้องมารับผิดชอบเงินกู้ 35 ล้านบาท ทั้งที่กู้เงินมาใช้จริงแค่เพียง 15 ล้านบาทเท่านั้น จึงอยากให้เจ้าหน้าที่ตำรวจเร่งดำเนินการแก้ปัญหานายทุนโหดรายนี้ด้วย ซึ่งนอกจากตนแล้วยังมีผู้เสียหายอีกกว่า 10 ราย รวมมูลค่าความเสียหายกว่า 100 ล้านบาท
ด้าน พ.ต.ท.พิเชษฐ์ ปันกาวี รอง ผกก.(สอบสวน) สภ.เมืองพิษณุโลก กล่าวว่า เรื่องดังกล่าวทางเจ้าหน้าที่ตำรวจภูธรเมืองพิษณุโลกรับแจ้งความไว้แล้ว เบื้องต้นเข้าข่ายกระทำผิดในข้อหาเรียกดอกเบี้ยเกินกว่ากฎหมายกำหนด ซึ่งเมื่อรวบรวมหลักฐานข้อมูลผู้เสียหายจะส่งมอบให้กับทางเจ้าหน้าที่ตำรวจภูธรภาค 6 ดำเนินการสืบสวนต่ อเนื่องจากทางตำรวจภูธรภาค 6 ได้จัดตั้งศูนย์รับเรื่องราวร้องทุกข์การกู้ยืมโดยสัญญาที่ไม่เป็นธรรม หรือนายทุนที่ให้ประชาชนกู้ยืมเงินโดยผิดกฎหมาย มาขยายผลว่าเข้าข่ายกระทำผิดในข้อหาอื่นอีกหรือไม่

