ดีเอสไอ โชว์ผลงานรอบปี เรียกเงินคืนรัฐได้ 52,000 ล้านบาท เหลือคดีค้าง 3 ปี แค่ 8 สำนวน

20.12.18 | 19:15 น.

เมื่อวันที่ 20 ธ.ค. 61 ที่โรงแรมเบสท์เวสเทิร์น ถ.แจ้งวัฒนะ พ.ต.อ.ไพสิฐ วงศ์เมือง อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) แถลงผลงานประจำปี 2561 ว่า ในรอบปี 2561 ดีเอสไอรับคดีพิเศษ 231 คดี มีคดีพิเศษจำนวน 122 คดี ที่มีมูลค่าความเสียหาย หรือผลประโยชน์ที่สามารถปกป้อง รักษา เรียกคืนให้แก่รัฐ ประชาชนและเอกชนได้ 52,324.134 ล้านบาท โดยเฉพาะคดีอาชญากรรมเศรษฐกิจ หลบเลี่ยงภาษีนำเข้ารถยนต์ และฉ้อโกงภาษี ซึ่งมีมูลค่าความเสียหาย 43,000 ล้านบาท รวมถึงคดีละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาที่อยู่ระหว่างการขยายผลการจับกุมเว็บไซต์พนันออนไลน์ 400-500 เว็บไซต์ จะต้องถูกดำเนินคดีและดำเนินการเกี่ยวกับทรัพย์สินตามกฎหมายฟอกเงินด้วย ทั้งนี้ ในปี 2562 ดีเอสไอตั้งเป้าตามยุทธศาสตร์รัฐบาล “มั่นคง มั่นคั่ง “ โดยจะเน้นไปที่คดีที่เกี่ยวกับเทคโนโลยี เนื่องจากเป็นคดีที่มีความเสียหายรุนแรง แพร่กระจายอย่างรวดเร็ว มูลค่าความเสียหายสูง และจับกุมผู้ต้องหาได้ยาก รวมถึงคดีเกี่ยวกับการบุกรุกที่ดินสาธารณะ โดยจะเน้นเข้าไปในพื้นที่ที่ดีเอสไอยังไม่ได้เข้าไปดำเนินการ


พ.ต.อ.ไพสิฐ กล่าวอีกว่า ดีเอสไอได้ปรับปรุงมาตรฐานการรับคดี ป้องกันไม่ให้ซ้ำรอยในอดีตที่เคยใช้อำนาจอธิบดีดีเอสไอรับสอบสวนคดีที่ไม่ควรเป็นคดีพิเศษ โดยการรับคดีไว้สอบสวนจะต้องผ่านคณะกรรมการกลั่นกรองที่มีหน่วยงานภายนอกเข้าร่วมพิจารณา และเพื่อเสริมประสิทธิภาพการทำงานในปี 2562 จะเปิดรับผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านการเงิน การธนาคาร นักบัญชี และเทคโนโลยี หรือโปรแกรมเมอร์เข้ามาติดตามแฮกเกอร์ จำนวน 40 อัตรา โดยการรับสมัครมีขั้นตอนการสอบตามระเบียบราชการ ประชาชนอย่างไรหลงเชื่อบุคคลที่แอบอ้างว่าสามารถฝากงานเข้าดีเอสไอได้ ซึ่งล่าสุดกองปราบได้จับกุมมิจฉาชีพแอบอ้างฝากงานเข้าดีเอสไอได้แล้ว 1 ราย

  พ.ต.อ.ไพสิฐ กล่าวด้วยว่า สำหรับคดีค้างการสอบสวนเกิน 3 ปี จำนวน 8 ปี เป็นคดีความผิดระหว่างประเทศหรือคดีนอกราชอาณาจักร ซึ่งมีความจำเป็นต้องรอหลักฐานจากต่างประเทศ แต่ดีเอสไอ ไม่ได้ยิ่งนอนใจเตรียมหารือกับอัยการสูงสุดว่ามีช่องทางใดสามารถเร่งรัดให้เร็วขึ้นได้บ้างหรือไม่ เช่น คดีบริษัทเอนเนอร์ยี่เอิร์ธ ที่แอบอ้างว่ามีสัญญาซื้อขายถ่านหินจากประเทศอินโดนีเชียและนำเอกสารดังกล่าวมายื่นกู้กับสถาบันการเงิน รวมถึงคดีค้ามนุษย์ของนายกำพล วิระเทพสุภรณ์ เจ้าของกิจการอาบอบนวดในเครือวิคตอเรียซีเรีย ที่หลบหนีไปต่างประเทศ โดยคดียังอยู่ในอายุความ 20 ปี เช่นเดียวกับการขยายผลสอบสวนคดีฟอกเงินกับเครือข่ายพระวัดพระธรรมกาย 30 รูป ซึ่งรับเงินที่ฉ้อโกงมาจากสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น ล่าสุดดีเอสไอเสนอเรื่องถึงอัยการสูงสุดขอให้ยุบเลิกมูลนิธิอุบาสิกาจันทร์ขนนกยูง ตามประมวลกฎหมายแพ่งมาตรา 131 เนื่องจากเป็นมูลนิธิที่เกี่ยวข้องกับการฟอกเงิน

Advertisement

ด้านพ.ต.ท.มนตรี บุญยโยธิน ผอ.กองคดีสิ่งแวดล้อม กล่าวถึงการดำเนินการบุกรุกออกเอกสารสิทธิ์ไม่ชอบ กรณีรังเย็นรีสอร์ท ตรวจสอบพบเข้าครอบครองที่ดิน 6,000 ไร่ จากการลงพื้นที่ตรวจสอบครั้งสุดท้าย รังเย็นรีสอร์ทได้ปิดกิจการแล้ว แต่ยังมีคนเฝ้าดูพื้นที่อยู่ตรมแนวขอบที่ดิน ระหว่างนี้กำลังเร่งตรวจสอบเปรียบเทียบภาพถ่ายทางอากาศย้อนหลัง และสอบพยานไปแล้ว 70 ปาก แต่ยังกำหนดไม่ได้ว่าจะสรุปสำนวนได้เมื่อไหร่ เพราะยังมีหลักฐานที่ต้องวิเคราะห์อีกจำนวนมาก สำหรับกรณีเกาะนาคาน้อย จ.ภูเก็ต ดีเอสไอ ได้ส่งหลักฐานภาพถ่ายทางอากาศไปให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องใช้ต่อสู้ในชั้นศาล ส่วนกรณีบ้านล้อมดาว จ.พังงา ของนายบุญชัย เบญจรงค์กุล ดีเอสไอยังอยู่ระหว่างดำเนินการ ซึ่งการตรวจสอบเบื้องต้นน่าเชื่อว่ามีบุคคลจำนวนมากเข้าไปเกี่ยวข้อง บริเวณดังกล่าวไม่ได้มีเฉพาะบ้านล้อมดาว แต่น่าเชื่อว่ามีการออกเอกสารสิทธิ์โดยมิชอบ 2,000 ไร่ ล้อมภูเขาทั้งลูก ดีเอสไอจึงต้องดูภาพรวมทั้งหมดเพื่อวิเคราะห์แผนประทุษกรรมถึงการออกเอกสารสิทธิมิชอบ