ทนายดังยื่นหนังสือร้อง กองปราบ ช่วยสางคดีหาสาเหตการเสียชีวิตที่แท้จริง “น้องต้าแง”

28.12.18 | 14:46 น.

จากกรณีที่ ด.ช.ซุ ลุย พิว หรือ “น้องต้าแง” อายุ 2 ขวบ สัญชาติเมียนมา ได้พลัดหลงสูญหายอยู่ภายในไร่อ้อยขนาดใหญ่ พื้นที่ ม.9 ต.สระพังลาน อ.อู่ทอง จ.สุพรรณบุรี ตั้งแต่เมื่อวันที่ 17 ธันวาคม ที่ผ่านมา โดยมีเจ้าหน้าที่จากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่างๆ เร่งระดมกำลังจำนวน 700 นาย ช่วยกันออกค้นหา จนกระทั่งเวลาล่วงเลยไปกว่า 9 วัน เจ้าหน้าที่ก็ได้พบร่างไร้วิญญาณของด.ช.ซู ลุย พิว นอนเสียชีวิตอยู่ในร่องน้ำของไร่อ้อยห่างจากจุดที่หายตัวไปประมาณ 5 กิโลเมตร โดยผลจากการชันสูตรศพไม่พบร่องรอยการถูกทำร้าย ขณะที่พ่อแม่ของ ด.ช.ซู ลุย พิว นั้นยังคงเชื่อว่ามีคนทำให้ลูกชายเสียชีวิต ตามที่ได้เคยมีการนำเสนอไปก่อนหน้านี้แล้วนั้น


ความคืบหน้ากรณีกดังกล่าวล่าสุด เมื่อเวลา 11.00 น. วันที่ 28 ธันวาคม ที่กองบังคับการปราบปราม (บก.ป.) นายรณรงค์ แก้วเพชร ทนายความและประธานเครือข่ายรณรงค์ทวงคืนความยุติธรรมในสังคม เป็นตัวแทนของนายผิว อายุ 26 ปี และ นางมอ อายุ 20 ปี พ่อและแม่ของ ด.ช.ซู ลุย พิว หรือ “น้องต้าแง” ได้เดินทางมาเข้ายื่นหนังสือถึง พล.ต.ต.จิรภพ ภูริเดช ผบก.ป. เพื่อให้ช่วยจัดชุดสืบสวนเข้าไปร่วมคลี่คลายหาสาเหตุการเสียชีวิตของ “น้องต้าแง” ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างรอเจ้าหน้าที่สถานฑูตและพ่อแม่เด็ก คาดว่าน่าจะมาถึงกองปราบในช่วงบ่ายของวันนี้

นายรณรงค์ กล่าวว่า สืบเนื่องจากทางครอบครัวยังไม่ปักใจเชื่อว่า น้องต้าแงที่มีอายุเพียง 2 ขวบ และเป็นเด็กพิเศษขาไม่เท่ากัน เดินลำบาก จะสามารถเดินตัดผ่านเข้าไร่อ้อยได้ถึง 5 กิโลเมตรด้วยตัวเองโดยไม่มีใครพาไป ซึ่งเราคาดการณ์ว่ามีบุคคลที่สามเป็นผู้ใหญ่พาน้องไปตรงจุดที่พบศพน้อง นอกจากนี้เมื่อวานยังมีการจุดไฟเผาดงอ้อยบริเวณจุดที่พบศพเด็ก ซึ่งยังไม่แน่ชัดว่าเป็นการกระทำของผู้ไม่หวังดีที่ต้องการจะทำลายหลักฐาน หรือ อาจเป็นการทำพิธีกรรมทางไสยศาสตร์ ซึ่งขณะนี้ยังไม่มีการตรวจสอบที่แน่ชัดว่าใครเป็นผู้เผาดงอ้อยบริเวณจุดที่พบศพน้องต้าแง หรือ กระทำการดังกล่าวเพื่ออะไร

นายรณรงค์ กล่าวอีกว่า อย่างไรก็ตามถึงแม้ผลการชันสูตรพลิกศพจากแพทย์เบื้องต้นยังไม่พบความผิดปกติใดๆ แต่ทางครอบครัวของน้องต้าแงยังคงอยากให้ทางกองปราบช่วยจัดชุดสืบสวนคลี่คลายข้อสงสัยดังกล่าว ส่วนสาเหตุที่มาร้องเรียนที่กองปราบไม่ได้หมายความว่าท้องที่จะทำไม่ได้ แต่อยากให้กองปราบเข้ามามีส่วนร่วมในการช่วยคลี่คลายคดี เพื่อที่จะทำให้คดีดังกล่าวถูกคลี่คลลายและไขข้อเคลือบแคลงสงสัยได้เร็วยิ่งขึ้น ส่วนประเด็นครอบครัวของน้องต้าแงที่เข้าเมืองผิดกฎหมายตอนนี้ก็อยู่ที่ดุลยพินิจของทางสถานทูตพม่าที่จะตัดสินใจว่าจะส่งพวกเขากลับประเทศเมื่อไหร่ แต่เบื้องต้นทั้ง 2 คนตอนนี้อยู่ในความดูแลของทางสถานทูตฯ และทางเจ้าหน้าที่สถานทูตก็จะเดินทางมาที่กองปราบพร้อมกับครอบครัวน้องต้าแงในช่วงบ่าย

Advertisement

ต่อมาเวลา 14.00 น. วันเดียวกัน นายออง มิน เจ้าหน้าที่ทูตแรงงาน จากสถานทูตเมียนมา พร้อมด้วย นายผิว และ นางมอ พ่อและแม่ของ ด.ช.ซุ ลุย พิว หรือ “น้องต้าแง” อายุ 2 ขวบ สัญชาติเมียนมา ที่ได้พลัดหลงสูญหายอยู่ภายในไร่อ้อย ก่อนจะเสียชีวิตในเวลาต่อมา ได้เดินทางเข้าพบ พ.ต.ท.ธีรพจน์ คงหนู สว.สอบสวน กก.5 บก.ป. ร้องทุกข์ขอความเป็นธรรมกับทางเจ้าหน้าที่ตำรวจ เพื่อขอให้ช่วยสืบสวนสอบสวนคดีการเสียชีวิตของบุตรชาย

นาย ออง มิน กล่าวว่า เบื้องต้นได้ติดต่อมาที่กองปราบฯ เพื่อขอความช่วยเหลือให้ช่วยติดตามคดีดังกล่าว ขณะที่ในส่วนของข้อเคลือบแคลงสงสัยต่างๆที่ทางครอบครัวของผู้ตายได้ร้องทุกข์เข้ามาทางสถานทูตนั้น ทางเราไม่ได้เป็นผู้พิจารณาหรือตัดสินข้อเท็จจริงหรือกำหนดรูปคดีให้เป็นไปในทิศทางใดได้ เนื่องจากอำนาจในคดีทั้งหมดขึ้นอยู่กับดุลพินิจของทางเจ้าหน้าที่ตำรวจ และตัดติดใจว่าคดีนี้จะถูกคลี่คลายลงในรูปแบบใด อย่างไรก็ตามการที่ผู้เสียหายมาร้องขอ ทางเราก็มีหน้าที่มาเป็นตัวแทนประสานกับทางกองปราบเพื่อขอความช่วยเหลือ ส่วนประเด็นที่ว่าทำไมต้องมาร้องที่กองปราบนั้น เป็นความประสงค์ของทางครอบครัวผู้ตาย ส่วนเราเป็นทูตก็ต้องมาช่วย เท่านั้นเอง อย่างไรก็ตามภายหลังจากเข้าพูดคุยกับทางตำรวจกองปราบแล้วนั้นเบื้องต้นทางกองปราบก็ได้ตอบรับว่าจะรับทำคดีดังกล่าวให้


ด้านนางมอ แม่ของผู้ ด.ช.ซู ลุย พิว กล่าวว่า สิ่งที่ทำให้ตนยังเคลือบแคลงสงสัยทางคดี เนื่องจากตนในฐานะที่เป็นแม่ แต่ตอนที่พบเจอศพทางเจ้าหน้าที่กลับกันไม่ให้ตนเข้าไปดูในที่เกิดเหตุ ทั้งๆที่ตนหวังว่าจะได้เจอหน้าของบุตรชายเป็นครั้งสุดท้ายก็ยังดี ซึ่งหลังจากเกิดเรื่องนี้ขึ้นตนก็ค่อนข้างรู้สึกเสียใจเป็นอย่างมาก ขณะที่อีกส่วนหนึ่งที่ทำให้ตนไม่สบายใจคือการนำศพลูกตนไปชันสูตรโดยไม่บอกกล่าว และไม่มีการยินยอมจากเรา แต่อย่างไรก็ตามถ้าผลการชันสูตรอย่างละเอียดออกมาอีกครั้งพบว่าต่างกับครั้งแรกคือเป็นตามที่คาดการณ์ไว้ก็ต้องมีการดำเนินคดีไปตามกฎหมาย แต่ถ้าไม่แตกต่าง ตนก็ยังข้องใจอยู่เพราะเชื่อว่าต้องมีอะไรบางอย่างผิดปกติเกิดขึ้นกับลูกตน แม้จะไม่มีหลักฐานแต่ที่เห็นในรูปตนก็มั่นใจเช่นนั้น ส่วนประเด็นที่ลูกตนขาไม่ดี ลูกตนเป็นมาตั้งแต่เกิดแล้ว แต่แค่ไม่ได้มีใบรับรองมายืนยันเพียงเท่านั้น