“โฆษกทนาย”ผุดไอเดียวิจัยสร้าง “นิติกรชุมชน” อบรมเข้าใจสิทธิหน้าที่กฎหมาย ช่วยชาวบ้านระงับข้อขัดแย้งก่อนเป็นคดี เน้นแก้ปัญหาได้ผลจากล่างสู่บน ลุ้นรัฐหนุนต่อยอด
เมื่อวันที่ 1 มกราคม ว่าที่พ.ต.สมบัติ วงศ์กำแหง อุปนายกสภาทนายความฝ่ายบริหารและโฆษกสภาทนายความในพระบรมราชูปถัมภ์ ได้เปิดเผยถึงแนวคิดการอบรมคนในชุมชนชนบท เพื่อสร้าง “นิติกรชุมชน” ที่จะช่วยเหลือการระงับข้อพิพาทเบื้องต้นเมื่อประสบปัญหาที่อาจจะเป็นคดีความได้ว่า เคยไปในพื้นที่พบปัญหาการบุกรุกพื้นที่ในชนบท ปัญหาการกู้ยืมนายทุน ข้อพิพาทของเพื่อนบ้าน เช่น ควายที่เลี้ยงไปกินหญ้าที่บ้านคนอื่น เป็นต้นนั้น ก็พบว่าผู้คนที่อยู่ในชนบท จำเป็นต้องเรียนรู้ระบบการแก้ปัญหา ส่วนหนึ่งก็คือการสร้างความรู้ ความเข้าใจสิทธิหน้าที่ตามกฎหมาย และกระบวนการยุติธรรมทางเลือกที่จะช่วยเหลือแก้ปัญหาแบบสันติวธี ไม่ให้ปัญหาบานปลายเป็นความขัดแย้ง หรือคดีที่จะขึ้นสู่ศาลแล้วต้องมีค่าใช้จ่ายทางคดีตามมา ซึ่งควรจะมีการอบรม “นิติกรชุมชน” เป็นการแก้ปัญหาความขัดแย้งในพื้นที่ชนบทให้ยุติได้ด้วยความประหยัด และรวดเร็ว สามารถสร้างความสงบสุขให้แก่ชุมชนได้
โดยแนวคิด “นิติกรชุมชน” นี้ ได้ใช้ทุนส่วนตัวทำวิจัยมาแล้วตั้งแต่เดือนเมษายน -พฤศจิกายน 2561ซึ่งแนวคิดของตนนี้ ทดลองว่าจะให้มีนิติกรชุมชนละ 1คน โดยนำผู้ที่อยู่ในชุมชนซึ่งมีความสนใจด้านกฎหมาย มาอบรมให้ความรู้เกี่ยวกับสิทธิการใช้ช่องทางกฎหมาว่าเมื่อคนในชุมชนเกิดปัญหาแล้วสิ่งนั้นคือข้อพิพาทที่จะกลายมาเป็นคดีอาญา หรือคดีทางแพ่ง เรียกค่าเสียหายได้หรือไม่ แล้วจะแก้ปัญหาอย่างไร เช่น การแก้ปัญหาแบบทางเลือก อาทิ การเจรจา การไกล่เกลี่ย เป็นลักษณะการให้ความรู้ทาวกฎหมายเบื้องต้นเพื่อช่วยตัวเองก่อน ไม่ใช่ลักษณะการสร้างบุคคลากรเป็นทนายความประจำชุมชน แต่ “นิติกรชุมชน” นั้นจะมีสถานะเป็นอาสาสมัคร คล้ายกับอาสาสมัครสาธารณสุขในพื้นที่ชนบท
โดยลักษณะเด่นการมี “นิติกรชุมชน” คือ 1. สามารถเล็งเห็นถึงความต้องการความช่วยเหลือทางกฎหมายของทั้งชุมชนได้
2.นิติกรชุมชน มักสามารถแก้ปัญหาได้รวดเร็วกว่ากระบวนการยุติธรรมหลัก
3.การฝึกอบรมและการจัดหานิติกรชุมชนทำได้ง่ายกว่าและมีต้นทุนต่ำกว่า ซึ่งสภาทนายความมีความพร้อมอบรมให้ผ่าน ประธานสภาทนายความแต่ละจังหวัด
4.การใช้นิติกรชุมชน จะเสียค่าใช้จ่ายน้อยกว่าหรือไม่มีเลย และใช้เวลาน้อยกว่า
5.นิติกรชุมชน มักจะรู้จักชุมชนและความต้องการของชุมชนที่ตนทำงานอยู่ด้วยดีกว่าบุคคลภายนอก
ว่าที่พ.ต.สมบัติ กล่าวอีกว่า ในการทำวิจัยของตนได้ทดลองอบรม “นิติกรชุมชน” ต้นแบบในหมู่บ้านช่อสะอาด ต.สวาย อ.ปรางค์กู่ จ.ศีรษะเกษ เป็นเวลา 6 เดือน ซึ่งวิธีการคัดเลืิอกผู้มาอบรมคือ แต่ละหมู่บ้านจะประชุมคัดเลือกตัวแทน 2 คน ซึ่ง 10 หมู่บ้าน ใน ต.สวาย ก็ได้อบรม นิติกรชุมชนรุ่นแรกแล้ว 20 คน โดยให้ความรู้กฎหมายที่จำเป็นสำหรับชุมชนนั้นๆ และการฝึกทักษะเป็นคนกลางเจรจาไกล่เกลี่ย และหลังจากอบรมนิติกรชุมชนก็ได้ทำการประเมินเกี่ยวกับพฤติกรรมช่วงก่อน-ขณะ-หลัง จากการอบรมด้วย พร้อมทดสอบด้วยการสัมภาษณ์นิติกรชุมชนทั้ง 20 คน ซึ่งแสดงออกถึงความมั่นใจแล้วว่าจะสามารถนำความรู้ไปใช้ให้เกิดประโยชน์ได้ ขณะที่หลังจากการอบรมเสร็จสิ้นช่วงเดือนพฤศจิกายน 2561 ก็ปรากฏว่าเดือนธันวาคมมีเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นพอดีในชุมชน เกี่ยวกับปัญหากู้ยืมเงินของสมาชิกในชุมชน ผู้ที่ผ่านการอบรมเป็นอาสาสมัคร “นิติกรชุมชน” ก็ได้ทำหน้าที่เป็นคนกลางในการเจรจาไกล่เกลี่ยระหว่างคู่ขัดแย้ง เป็นผลสำเร็จจนสามารถตกลงกันได้
ว่าที่พ.ต.สมบัติ กล่าวอีกว่า สิ่งที่ตนกำลังศึกษาวิจัยและทดลองนี่ อาศัยแนวคิดการแก้ปัญหาลักษณะเริ่มจากด้านล่างในพื้นที่ สู่ด้านบนก่อนจะต้องเป็นคดี ขณะที่ผ่านมาการแก้ปัญหาของรัฐจะเป็นลักษณะต่างไปคือแก้ปัญหาจากด้านบน สู่ด้านล่าง ซึ่งตนเห็นว่าในพื้นที่ชนบทแม้จะไม่ได้มีคดีเกิดขึ้นจำนวนมากแบบต่อเนื่อง แต่การให้คนในชุมชนได้เรียนรู้เกี่ยวกับสิทธิหน้าที่ในกฎหมายย่อมเกิดประโยชน์ที่จะช่วยเหลือตนเองได้ในเบื้องต้นก่อนได้ทันทีเพื่อไม่ให้กลายเป็นคดีต้องเดินทางมาขึ้นศาล บางครั้งพื้นที่ห่างไกลจะได้ไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายต่างๆ แต่ถ้าสุดท้ายข้อพิพาทนั้นจะต้องเป็นคดีเพราะตกลงกันไม่ได้ชาวบ้านก็สามารถประสานความช่วยเหลือกับทนายประจำจังหวัดของสภาทนายฯ ที่จัดตั้งไว้ได้
ว่าที่พ.ต.สมบัติ ผู้ทำวิจัย กล่าวตอนท้ายว่า นิติกรชุมชน ก็จะเปรียบเสมือนยาสามัญประจำบ้าน หากมีอาการหนักกว่าที่อาสาสมัครจะทำงานได้ ต้องส่งต่อแพทย์หรือเข้าโรงพยาบาลคือเข้าหาทนายความ เป็นคดีให้ศาลตัดสิน ขณะที่การทำวิจัยและทดลองของตนนี้ ยังไม่ได้นำเสนอให้สภาทนายความ หรือหน่วยงานรัฐใดที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการยุติธรรมได้พิจารณา แต่หากหน่วยงานใดที่มองเห็นถึงประโยชน์เช่นเดียวกันก็สามารถนำไปขยายผลต่อยอด ดำเนินการเป็นปฏบัติอย่างเต็มรูปแบบได้ต่อไป โดยหากหน่วยงานรัฐจะสนับสนุนส่งเสริมเรื่องนี้ต่อไปโดยผ่านสภาทนายความฯ ซึ่งเป็นองค์กรที่มีภาระหน้าที่ในการช่วยเหลือประชาชนทางกฎหมายก็น่าจะเป็นไปได้ เพราะสภาทนายความฯ มีเครือข่ายประธานทนายความจังหวัดอยู่ทุกจังหวัดทั่วประเทศ

