เปิดกลวิธีแก๊งลวงเหยื่อไปทำงานต่างประเทศ ใช้โซเชียลเป็นช่องทาง ดีเอสไอรวบเครือข่าย ขยายผล
เมื่อวันที่ 11 ม.ค. รายงานข่าวแจ้งว่ากรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ได้รับการประสานข้อมูลจากกรมการจัดหางานว่ามีเหยื่อถูกเอเยนต์ในขบวนการจัดหางานข้ามชาติ ใช้สื่อสังคมออนไลน์ เช่น เฟซบุ๊ก หลอกลวงว่าสามารถจัดหางานในโรงงานอุตสาหกรรมหรือในธุรกิจนวดแผนโบราณในประเทศญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ออสเตรเลีย โปรตุเกส สิงคโปร์ และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ซึ่งเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.จัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ.2528 จากการสืบสวนทราบว่ามีผู้ได้รับความเสียหายทั้งหมดจำนวน 16 ราย มูลค่าความเสียหายรายละประมาณ 5,000-40,000 บาท รวมมูลค่าความเสียหายเท่าที่ตรวจสอบได้ในขณะนี้ ประมาณ 500,000 บาท และเชื่อว่ายังคงมีผู้เสียหายรายอื่นจากการกระทำของขบวนการหลอกลวงแรงงานข้ามชาตินี้อีกจำนวนมาก
ต่อมาเมื่อวันที่ 9 มกราคม ที่ผ่านมา พ.ต.อ.ไพสิฐ วงศ์เมือง อธิบดีดีเอสไอ ได้มอบหมายให้ พ.ต.ท.ปกรณ์ สุชีวกุล รองอธิบดีดีเอสไอ ร.ต.อ.เขมชาติ ประกายหงษ์มณี รักษาราชการแทนผู้อำนวยการกองกิจการต่างประเทศและคดีอาชญากรรมระหว่างประเทศ และคณะพนักงานสอบสวน เข้าดำเนินการจึงได้ประสานงานเจ้าหน้าที่ตำรวจกองปราบปราม แต่งตั้งชุด “Operation Labor Safeguards” เข้าปิดล้อมและจับกุมตัว นางสาวมัลลิกา พรมเสนา ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลจังหวัดพัทยา โดยจับได้ที่บริเวณบ้านเลขที่ 45/4 หมู่ 11 ตำบลหนองประดู่ อำเภอเลาขวัญ จังหวัดกาญจนบุรี นำส่งพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรเมืองพัทยา ดำเนินคดีในข้อหาร่วมกันจัดหางานให้คนหางานเพื่อไปทำงานต่างประเทศ โดยไม่ได้รับใบอนุญาตจากนายทะเบียนจัดหางานกลาง หลอกลวงผู้อื่นว่าสามารถหางาน หรือสามารถส่งไปฝึกงานในต่างประเทศได้และการหลอกลวงดังว่านั้นได้ไปซึ่งเงินหรือทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดจากผู้ถูกหลอกลวง ซึ่งมีอัตราโทษจำคุก 3 ถึง 10 ปี ปรับ 60,000 ถึง 200,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

จากการสอบสวนนางสาวมัลลิกาเอเยนต์ขบวนการหลอกลวงแรงงานข้ามชาติรายใหญ่นี้ ทำให้ทราบถึงลักษณะการกระทำความผิดในการหลอกลวงแรงงานไปทำงานที่ต่างประเทศที่เปลี่ยนแปลงไปจากในอดีต ทั้งวิธีการที่ใช้หลอกลวงเหยื่อและจำนวนเงินที่หลอกลวงจากเหยื่อแต่ละราย กล่าวคือ ในอดีตผู้หลอกลวงแรงงานจะต้องเข้าไปหาคนที่สนใจไปทำงานต่างประเทศตามชุมชนหรือหมู่บ้านต่างๆ แต่ในปัจจุบัน ขบวนการหลอกลวงแรงงานข้ามชาติจะอาศัยสื่อออนไลน์ เช่น เว็บไซต์หรือกลุ่มจัดหางานในเฟซบุ๊ก เป็นช่องทางในการติดต่อกับเหยื่อ โดยขบวนดังกล่าวจะเข้าไปแสดงความเห็นต่อท้ายข้อความของเหยื่อที่ประสงค์จะเดินทางไปทำงานที่ต่างประเทศ และจะขอแยกมาคุยเป็นการส่วนตัวผ่านช่องทางสนทนาส่วนตัว เช่น ข้อความส่วนตัวของเฟซบุ๊ก (Facebook Messenger) หรือไลน์ (Line Application) เพื่อโน้มน้าวให้เหยื่อหลงเชื่อ นอกจากนี้ ในอดีตผู้หลอกลวงแรงงานจะมีการเรียกรับเงินค่าจ้างนำพาเป็นเงินก้อนใหญ่ จำนวนหลายแสนบาท
รายงานข่าวระบุด้วยว่า ในปัจจุบันขบวนการนี้จะหลอกลวงให้เหยื่อจ่ายเงินเป็นจำนวนน้อยๆ ในหลักพันบาท โดยอ้างเป็นค่าทำหนังสือเดินทาง ประกันการเดินทาง ค่าตั๋วเครื่องบิน หรือค่าอบรมเพื่อการเตรียมตัวตอบคำถามกับเจ้าหน้าที่สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง ทำให้เหยื่อไม่ติดใจในการจ่ายเงินแต่ละครั้ง รวมถึงไม่ประสงค์เข้าแจ้งความเนื่องจากเป็นความเสียหายมูลค่าน้อย อย่างไรก็ตาม พฤติการณ์ดังกล่าวอาจเกี่ยวข้องกับการค้ามนุษย์ ซึ่งดีเอสไอและกรมการจัดหางานจะได้ประสานการติดต่อกับผู้เสียหายและเหยื่อรายอื่นที่ถูกนางสาวมัลลิกา ผู้ต้องหา หลอกลวงเพื่อมาให้ข้อมูลในการดำเนินการตามกฎหมายเพิ่มเติม ทั้งนี้ จากการสืบสวนขยายผลทราบว่า ผู้ต้องหารายนี้ยังคงมีหมายจับของศาลจังหวัดบัวใหญ่ ที่ 97/2561 ลงวันที่ 28 ธันวาคม 2561 ในข้อหาเดียวกัน และการกระทำความผิดดังกล่าวมีลักษณะการทำงานเป็นเครือข่ายองค์กรอาชญากรรม ซึ่งมีผู้ร่วมกระทำความผิดอีกหลายราย

