วันที่ 10 พฤษภาคม 2559 เมื่อเวลา 11.00 น. ตัวแทนชาวบ้านกลุ่มออมทรัพย์เครดิตยูเนี่ยนแม่คำมีรวมใจบ้านศรีภูมิ จำนวน 30 คน นำโดยนภดล โคตรแสน ผู้ใหญ่บ้าน หมู่ 4 ต.แม่คำมี อ.เมือง จ.แพร่ นำชาวบ้านเข้าร้องต่อศูนย์ดำรงธรรมจังหวัดแพร่ หลังถูกเครดิตยูเนี่ยนเชียงใหม่ ฟ้องเรียกเงินคืน จากเงินกู้จำนวน 2 รายการ คือ เงินกู้ชุดแรกจำนวน 980,000 บาท และเงินกู้ชุด 2 จำนวน 780,000 บาท ซึ่งศาลได้มีคำสั่งยึดทรัพย์เป็นสำนักงานเลขที่ 1/1 หมู่ 4 ต.แม่คำมี อ.เมือง จ.แพร่ พร้อมที่ดินที่ตั้งสำนักงานดังกล่าวในการกู้เงินชุดแรก และการกู้เงินชุดที่ 2 ศาลได้สั่งยึดทรัพย์กรรมการทั้ง 13 คน ที่ใช้ชื่อค้ำประกันเงินกู้ อยู่ระหว่างดำเนินการยึดทรัพย์ นอกจากนั้นยังมีชาวบ้านที่เข้าร่วมออมทรัพย์ถูกเบี้ยวเงินออมและสวัสดิการการเสียชีวิตของสมาชิก
นางเฉลียว ชมศิลป์ อายุ 74 ปี ผู้เป็นหนึ่งในชาวบ้านที่นำเงินที่หาได้จากการรับจ้างถอนหญ้าในสวนผัก สะสมเงินไว้ประทังชีวิตนำเงินไปฝากกับกลุ่มดังกล่าว ร่วมเดินทางมาที่ศูนย์ดำรงธรรมจังหวัดแพร่ ซึ่งตั้งอยู่ในศาลากลางจังหวัดแพร่ เพื่อให้ทางราชการให้ความช่วยเหลือหลังจากเงินที่ออมไว้สูญเสียไปอย่างไม่น่าจะเป็น
ด้าน น.ส.รัชณีวรรณ ปินใจ นิติกรชำนาญการ ศูนย์ดำรงธรรมจังหวัดแพร่ ได้รับเรื่องและทำการสอบสวนหาข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น พบว่ากลุ่มออมทรัพย์ดังกล่าวก่อตั้งขึ้นตั้งแต่ปี 2552 นายพินิจ พุทธพิทักษ์วงศ์ เป็นประธานกลุ่ม ได้ชวนชาวบ้านทำกิจกรรมออมทรัพย์ ซึ่งมีผู้ให้ความร่วมมืออย่างต่อเนื่องและมีสมาชิกมากขึ้น สมาชิกเริ่มแรกทั้ง 13 คน ร่วมเป็นผู้บริหาร โดยทำเรื่องกู้เงินกับสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนเชียงใหม่ จำนวน 980,000 บาท เพื่อนำมาใช้เป็นทุนซื้อที่ดินพร้อมอาคารพัฒนาเป็นสำนักงาน โดยนำเอาที่ดินสำนักงานดังกล่าวเข้าค้ำประกัน ส่วนการบริหารเงินหมุนเวียนไม่เพียงพอ จึงไปกู้จากสหกรณ์ออมทรัพย์เครดิตยูเนี่ยนเชียงใหม่อีก เป็นเงินทุนชุดที่ 2 จำนวน 780,000 บาท นำมาบริหารองค์กร โดยให้กรรมการทุกคนค้ำประกัน ปัจจุบันมีสมาชิกเพิ่มมากขึ้นถึง 500 คน
น.ส.รัชณีวรรณกล่าวว่า หลักการกลุ่มออมทรัพย์กลุ่มนี้มีการออมทุกเดือน และมีสวัสดิการให้กับสมาชิก โดยเฉพาะผู้เสียชีวิต และปล่อยให้สมาชิกกู้ แรกๆ กู้ได้รายละ 2,000 บาท ผ่อนใช้เดือนละ 500 บาท พร้อมดอกเบี้ย เรียกว่ากู้ฉุกเฉิน แต่ถ้าสมาชิกคนใดที่มีเงินออมมากก็จะได้กู้ในวงเงินที่สูงขึ้น ส่วนสวัสดิการผู้เสียชีวิตจะได้รายละ 120,000 บาท ในขณะที่สมาชิกต้องจ่ายศพละ 1บาท ในช่วงแรกๆ มีการจ่ายเงินสดในงานศพโดยตรงทำให้ชาวบ้านเห็นความสำคัญจึงเข้าร่วมจำนวนมากขึ้น ราวปี 2556 มีการจ่ายซองเปล่าให้กับศพสมาชิกเนื่องจากไม่มีเงินมาช่วย ชาวบ้านจึงได้สอบถามไปที่สหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนเชียงใหม่ จึงทราบว่าประธานกลุ่มสหกรณ์คือ นายพินิจ พุทธพิทักษ์วงศ์ ไม่ส่งทั้งต้นและดอกให้กับสหกรณ์ออมทรัพย์เครดิตยูเนี่ยนเชียงใหม่ แม้ชาวบ้านพบพิรุธแต่ก็ยังร่วมกันส่งและบริหารสหกรณ์อยู่ เพราะคิดว่าการบริหารอาจต้องมีความผิดพลาดและแก้ไขได้ จนปี 2558 มีสมาชิกหลายคนไม่ได้รับสวัสดิการตามระเบียบของสหกรณ์ ในวันที่ 18 พฤษภาคม 2558 สำนักงานสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยน กรุงเทพฯ มีหนังสือให้ชำระหนี้และไถ่ถอนจำนอง แต่ไม่มีการดำเนินการใดๆ ทำให้มีการฟ้องต่อศาล ล่าสุดศาลมีคำสั่งยึดสำนักงาน และเงินกู้ที่ 2 ให้ทำการยึดทรัพย์กรรมการทั้ง 13 คนที่ทำหน้าที่ค้ำประกัน

ขณะที่ นางยุพิน อินต๊ะอิน อายุ 45 ปี กล่าวว่า ตนเป็นกรรมการชุดแรกเมื่อเห็นว่าไม่ชอบมาพากลได้ทำการลาออก แต่ก็ไม่พ้นการถูกยึดทรัพย์ ความจริงแล้วนายนายพินิจ พุทธพิทักษ์วงศ์ กล่าวกับชาวบ้านซักชวนชาวบ้านร่วมกลุ่มยืนยันมาตลอดว่าจะเป็นผู้รับผิดชอบทั้งหมด ทำให้เงินที่เข้ามาในกลุ่มนายพินิจเป็นผู้เก็บเงินไปแต่เพียงผู้เดียว ไม่ผ่านแม้แต่เหรัญญิกกลุ่มฯ ซึ่งตนและสมาชิกที่กล้าไม่กลัวอิทธิพลได้เข้าร้องต่อศูนย์ดำรงธรรมจังหวัดแพร่ เพื่อให้หาทางช่วยชาวบ้านที่เป็นกรรมการทั้ง 13 คนที่จะถูกยึดทรัพย์โดยคำสั่งศาล และสมาชิกสหกรณ์อีกราว 500 คนที่ต้องสูญเสียเงินออมทรัพย์ พร้อมสวัสดิการที่จะได้รับไปทั้งหมด หลายคนมีฐานะยากจนและในปีนี้แห้งแล้งมากไม่สามารถทำกินได้ เนื่องจากยังไม่มีฝนตกมาเลย ยังมาถูกซ้ำเติมด้วยการโกงกินในกลุ่มออมทรัพย์
ทั้งนี้ หลังจากชาวบ้านเข้าร้องศูนย์ดำรงธรรมจังหวัดแพร่ แล้วนายพินิจ พุทธพิทักษ์วงศ์ เปิดเผยต่อผู้สื่อข่าวยืนยันว่าจะใช้เงินคืนให้กับชาวบ้านโดยกำลังขายทรัพย์สินมูลค่า 3 ล้านบาท นำมาชดใช้ให้กับสหกรณ์และความเสียหายของชาวบ้าน อย่างไรก็ตาม ชาวบ้านเล่าว่าเหตุการณ์เช่นนี้ในวันที่ 22 ตุลาคม 2558 ชาวบ้านได้เข้าร้องต่อศูนย์ดำรงธรรมระดับอำเภอมาแล้วครั้งหนึ่ง ซึ่งนายพินิจก็รับปากจะชดใช้เงินให้โดยนัดวันที่ 3 ธันวาคม 2558 แต่ก็ผิดนัดและไม่มีการชดใช้หรือแก้ไขความเสียหายจนมาถึงปัจจุบัน นายพินิจมีพฤติกรรมการทำงานอยู่กับกลุ่มลูกหนี้หลายกลุ่มทั้งในวงข้าราชการครู ชาวบ้านมั่นใจว่าเป็นพฤติกรรมการโกงกินหารายได้กับประชาชนที่เสียรู้ตกเป็นเหยื่อ ขอให้ทางราชการเข้ามาคลี่คลายปัญหาดังกล่าว

