พร้อมใช้! ดีเอสไอจับมือ 4 หน่วย ใช้โปรแกรมวิเคราะห์ความผิด นิติบุคคลใดเป็นต่างด้าว

25.01.19 | 15:24 น.
พ.ต.ท. กรวัชร์ ปานประภากร อธิบดีดีเอสไอ

เมื่อวันที่ 25 มกราคม พ.ต.อ. ไพสิฐ วงศ์เมือง อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) เปิดเผยว่า เมื่อวันที่24  มกราคม ที่ผ่านมา มอบหมายให้ พ.ต.ท. กรวัชร์ ปานประภากร รองอธิบดีดีเอสไอ เป็นประธานในพิธีเปิดการประชุมโครงการแนวทางการพัฒนาการดำเนินคดีตามพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 โดยใช้โปรแกรมวิเคราะห์การกระทำความผิดแบบบูรณาการอย่างมีส่วนร่วมเป็นระบบ โดยมี ผู้แทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ประกอบด้วย กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กรมสรรพากร กรมการปกครอง และสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง เข้าร่วมการประชุม


พ.ต.อ. ไพสิฐ  กล่าวว่า  การประชุมดังกล่าว สืบเนื่องจากกรมสอบสวนคดีพิเศษ โดยกองคดีความมั่นคงเป็นหน่วยงานที่มีอำนาจหน้าที่ในการป้องกัน ปราบปราม สืบสวน และสอบสวนการกระทำความผิดตามพ.ร.บ.การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 หรือ “กฎหมายนอมินี” เฉพาะที่มีผลกระทบอย่างรุนแรงต่อประเทศในมิติต่าง ๆ อันเข้าข่ายเป็นคดีพิเศษ ในการปฏิบัติงานที่ผ่านมา พนักงานสอบสวนคดีพิเศษจะทำการวิเคราะห์ข้อมูลโดยบุคคลและใช้พยานหลักฐานจากฐานข้อมูลในความรับผิดชอบของ 4 หน่วยงาน กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กรมสรรพากร กรมการปกครอง และสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง จนสามารถกำหนดรูปแบบในการวิเคราะห์การกระทำผิดที่แน่ชัด และเห็นว่าสามารถพัฒนาเป็นโปรแกรมประยุกต์เพื่อวิเคราะห์ข้อมูลและแปลผลได้ อันจะลดระยะเวลาและขั้นตอนในการดำเนินคดี จึงแต่งตั้งคณะทำงานเพื่อจัดทำโครงการแนวทางการพัฒนาการดำเนินคดีตามพ.ร.บ.การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ.2542 โดยใช้โปรแกรมวิเคราะห์การกระทำความผิดแบบบูรณาการอย่างมีส่วนร่วมเป็นระบบ มีกองคดีความมั่นคงรับผิดชอบ ซึ่งปัจจุบันได้พัฒนาโปรแกรมเสร็จแล้ว เป็นโปรแกรม Criminal Accounting Investigation (DSI – CAI) โดยโปรแกรมดังกล่าว สามารถวิเคราะห์พยานหลักฐานและบ่งชี้ได้ว่านิติบุคคลใดเป็นนิติบุคคลต่างด้าว ในช่วงเวลาใด มีรายได้เท่าใด และบุคคลใดอยู่ในข่ายที่จะต้องถูกดำเนินคดีบ้าง

พ.ต.อ. ไพสิฐ  ยังกล่าว ในวันดังกล่าว คณะทำงานได้สาธิตการทำงานของโปรแกรมต่อที่ประชุมและขอรับข้อคิดเห็นเพื่อกลับไปพัฒนาให้ดียิ่งขึ้น ซึ่งที่ประชุมได้ให้ข้อคิดเห็น ข้อเสนอแนะ รวมทั้งเสนอแนะแนวทางการเชื่อมต่อข้อมูล ระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้องด้วยระบบแทนการขอข้อมูลระหว่างกันผ่านบุคคลและนำมาบันทึกลงโปรแกรมที่อาจล่าช้าในการบันทึกข้อมูล ทั้งนี้ เพื่อให้การปฏิบัติงานเป็นไปโดยรวดเร็ว และเมื่อพัฒนาเสร็จแล้ว ดีเอสไอจะอนุญาตให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดังกล่าวเข้าใช้ระบบร่วมกัน เพื่อสร้างมาตรฐานเดียวกันและสร้างฐานข้อมูลให้มีความสมบูรณ์และเข้มแข็ง อันจะทำให้การบูรณาการในการป้องกัน ปราบปราม สืบสวน และสอบสวนในเรื่องเกี่ยวกับการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าวหรือเรื่องที่เกี่ยวข้องกัน เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ และสอดคล้องกับแนวทางการพัฒนาประเทศของรัฐบาล ตามนโยบาย Thailand 4.0

Advertisement