ครอบครัว “พระสุพจน์”ถูกฆาตกรรมปี 49 ร้อง “บิ๊กต๊อก” ให้รื้อคดี หลัง11 ปี ไม่คืบ

12.05.16 | 13:19 น.

เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 12 พ.ค. ที่ศูนย์บริการร่วม กระทรวงยุติธรรม (ยธ.)นายกิตติพัฒน์ ด้วงประเสริฐ และนางดาวเรือง ด้วงประเสริฐ พ่อและแม่ของพระสุพจน์ สุวโจ ประธานมูลนิธิเมตตาธรรมรักษ์ สถานปฏิบัติธรรมสวนเมตตาธรรม ต.สันทราย อ.ฝาง จ.เชียงใหม่ ซึ่งเสียชีวิตเมื่อวันที่ 17 มิ.ย. 2548 บริเวณพงหญ้าริมทางเดิน ในเขตสถานปฏิบัติธรรม พร้อมด้วยนายโสภณ ด้วงประเสริฐ น้องชาย เดินทางเข้าร้องขอความเป็นธรรมต่อ พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา รมว.ยุติธรรม เพื่อขอให้ตรวจสอบข้อเท็จจริงและติดตามความคืบหน้าในคดีการเสียชีวิตของพระสุพจน์ ซึ่งกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ได้รับเป็นคดีพิเศษที่ 51/2558 และขอให้ดำเนินการรื้อฟื้นคดี เพื่อค้นหานร้ายมาลงโทษให้เกิดความยุติธรรมในคดีาญาพิเศษดังกล่าว โดยมีนายพรเทพ หริคำภา นิติกร กระทรวงยุติธรรม เป็นผู้รับเรื่อง


นายโสภณ กล่าวว่า สืบเนื่องจากพระสุพจน์ ได้เสียชีวิตจากการถูกฆาตกรรมเมื่อวันที่ 17 มิ.ย. 2548 และถูกพบศพเมื่อวันที่ 18 มิ.ย. 2548 โดยเบื้องต้นคดีดังกล่าวได้อยู่ในความรับผิดชอบของสภ.ฝาง จ.เชียงใหม่ และต่อมาทางครอบครัวได้ร้องเรียนให้มีการสืบสวนสอบสวนโดยดีเอสไอ ซึ่งได้รับดำเนินการเป็นคดีพิเศษ 51/2558 และได้ใช้เวลาในการสืบสวนสอบสวนจนถึงปัจจุบัน เป็นระยะเวลาประมาณ 11 ปี ซึ่งจากการสืบสวนสอบสวนของดีเอสไอไม่สามารถหานำตัวผู้กระทำผิดหรือผู้ที่เกี่ยวข้องในการฆาตกรรมพระสุพจน์มาดำเนินการตามกฎหมายได้ อีกทั้ง ยังใช้ระยะเวลานานในการปฏิบัติงาน ก่อนจะมีความเห็นทางคดีพร้อมส่งสำนวนการสอบสวนให้แก่พนักงานอัยการ สำนักคดีพิเศษ สำนักงานอัยการสูงสุด เพื่อพิจารณา

นายโสภณ กล่าวต่อว่า ซึ่งต่อมาพนักงานอัยการได้มีคำสั่งให้งดการสอบสวนในคดีนี้ อีกทั้ง ดีเอสไอยังได้ยกเลิกการคุ้มครองพยานและการแจ้งความคืบหน้าทางคดีมากว่า 5 ปีแล้ว กระทั่ง เมื่อปี 2557 ตนและครอบครัวได้เดินทางไปร้องขอความเป็นธรรมต่อคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ เพื่อให้ช่วยติดตามความคืบหน้าในคดีดังกล่าว ซึ่งเมื่อวันที่ 29 เม.ย. 2558 คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนฯได้มีรายงานผลการพิจารณาที่ 223/2558 โดยมีความเห็นว่า ดีเอสไอได้ดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ด้วยการสืบสวนสอบสวนตามกฎหมายที่เกี่ยวข้องแล้ว จึงมีมติให้ยุติเรื่อง ดังนั้น ในวันนี้ตนจึงเดินทางร้องขอความเป็นธรรมเพื่อให้ตรวจสอบข้อเท็จจริงและดำเนินการรื้อฟื้นคดีดังกล่าว

“อยากให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมช่วยติดตามคดีว่าสามารถนำมาดำเนินการต่อเนื่องได้ขนาดไหน และรื้อฟื้นความเป็นธรรมให้กับครอบครัวด้วย เพราะมันเป็นไปไม่ได้ที่คดีมีหลักฐานมากมาย ทั้งรูปการณ์ พื้นที่ องค์ประกอบต่างๆ และผู้เกี่ยวข้อง และพนักงานสอบสวนบอกว่ามีความเห็นยุติการสืบสวนสอบสวนเฉยๆ ซึ่งมันไม่ควรจะเป็นอย่างนั้น เพราะเป็นอย่างนั้นก็แสดงว่ากระบวนการยุติธรรมของไทยมันบกพร่องหมดแล้ว และประชาชนทั่วไปจะเกิดความเชื่อมั่นได้อย่างไร ทั้งนี้ ผมมีความหวังและถือว่าอำนาจของคสช.เป็นอำนาจที่เบ็ดเสร็จที่จะสามารถทำให้คดีต่างๆมันเดินต่อไปได้ โดยไม่มีพวกผู้มีอิทธิพลเข้ามาเกี่ยวข้อง”นายโสภณ กล่าว

Advertisement

ด้าน นายพรเทพ กล่าวว่า ตนจะรับเรื่องดังกล่าวไว้ และส่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมดำเนินการพิจารณาเพื่อสั่งการต่อไป