วันที่ 13 พฤษภาคม เมื่อเวลา 13.00 น. นายเกรียงไกร เพาะเจริญ หัวหน้าเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าสะเมิง จ.เชียงใหม่ นายชาตรี กิตติธนดิตถ์ นายอำเภอสะเมิง พ.อ.พิศิษฐ์ กันทะใจ หัวหน้ากองกิจการพลเรือน (กกร.) มณฑลทหารบกที่ 33 (มทบ.33) ค่ายกาวิละ พร้อมกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.สะเมิง หน่วยป้องกันรักษาป่าที่ ชม.40 (ยั้งเมิน) อุทยานแห่งชาติขุนขาน ศูนย์ปฏิบัติการสนธิกำลังป้องกันและปราบปราม การลักลอบทำลายทรัพยากรป่าไม้และสัตว์ป่า ในพื้นที่ป่าอนุรักษ์ที่เป็นพื้นที่ล่อแหลมอยู่ในเกณฑ์วิกฤตที่ 2 และเจ้าหน้าที่เกี่ยวข้องร่วมกันปฏิบัติการพลิกฟื้นผืนป่า สู่การพัฒนาการอย่างยั่งยืน ในพื้นที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าสะเมิง ต.ยั้งเมิน อ.สะเมิง จ.เชียงใหม่
โดยเป็นการตรวจยึดพื้นที่ป่าที่มีการบุกรุกบริเวณบ้านขุนห้วยป่าคา หมู่ 1 ต.ยั้งเมิน อ.สะเมิง จ.เชียงใหม่ เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าสะเมิง ซึ่งเป็นพื้นที่ต้นน้ำของชุมชน เนื่องจากก่อนหน้านี้ตรวจพบว่ามีการบุกรุกและแผ้วถางพื้นที่ป่าไม้ เพื่อปลูกสตรอเบอรี่ ผักกาด และข้าวโพด รวมพื้นที่กว่า 97 ไร่ พร้อมสิ่งปลูกสร้างแบบถาวรหลายหลัง ถังใส่สารเคมี ยาฆ่าแมลง ซึ่งจากการตรวจสอบไม่พบว่าพื้นที่ดังกล่าวอยู่ในพื้นที่ผ่อนปรนเพื่อรอการพิสูจน์สิทธิ์ ตามมติ ครม.30 มิ.ย.2541 แต่อยู่ในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าสะเมิง และป่าสงวนแห่งชาติป่าสะเมิง เพื่อแจ้งข้อหาตาม พ.ร.บ.ป่าไม้ ต่อพนักงานสอบสวน สภ.สะเมิง ให้ดำเนินคดีตามกฎหมายต่อนายกวินท์ เซงจ่าว ที่แสดงตนเป็นเจ้าของ
นายเกรียงไกร เปิดเผยว่า เมื่อเดือนธันวาคม 2558 ที่ผ่านมา เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าสะเมิง ได้รับเรื่องร้องเรียนจากประชาชนในพื้นที่ว่า บริเวณต้นน้ำบ้านขุนห้วยป่าคา หมู่ 1 ต.ยั้งเมิน อ.สะเมิง ถูกนายทุนบุกรุกเป็นพื้นที่กว้าง เจ้าหน้าที่จึงดำเนินการตรวจสอบ โดยการสนธิกำลังเจ้าหน้าที่ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมสำรวจเมื่อวันที่ 22 ธันวาคม 2558 พบว่ามีการบุกรุกพื้นที่ป่าต้นน้ำจริง จากการจับพิกัดรอบแปลงได้เนื้อที่ประมาณ 83 ไร่ มีการเพาะปลูกสตรอเบอรี่ ประมาณ 80% ส่วนพื้นที่ที่เหลือมีการปลูกข้าวโพดบางส่วน และพบร่องรอยการตัดทำลายไม้ ด้วยการเจาะใส่ยาทำให้ต้นไม้ยืนต้นตาย ตลอดจนสร้างสิ่งปลูกสร้างถาวรรวม 5 หลัง โรงเก็บอุปกรณ์ต่างๆ ขุดบ่อน้ำจำนวน 3 บ่อ เดินสายไฟผ่านแนวป่าความยาวประมาณ 2 กิโลเมตร โดยมีนายกวินท์ เซงจ่าว เป็นเจ้าของ
“ต่อมาเมื่อวันที่ 15 มกราคม 2559 เจ้าหน้าที่ได้เชิญตัวเจ้าของพื้นที่บุกรุกเข้ามาสอบถามข้อเท็จจริง เพื่อดำเนินการตามขั้นตอนกฎหมาย มีนายกวินท์ เซงจ่าว และนายธรรมธร เซงจ่าว ราษฎร ต.บ่อแก้ว อ.สะเมิง จ.เชียงใหม่ เดินทางมาพบเจ้าหน้าที่ และมีการเจรจาให้ทางผู้บุกรุกออกจากพื้นที่ แต่ทั้งคู่ชี้แจงและยืนยันหลักฐานว่าพื้นที่ดังกล่าวเป็นของนายกวินท์ เซงจ่าว มีใบตอบรับเนื้อที่ประมาณ 7 ไร่ โดยซื้อมาจากชาวบ้าน อ.ปาย จ.แม่ฮ่องสอน แต่ที่ประชุมมีมติให้นายกวินท์ ออกจากพื้นที่ทั้งหมด และให้ดำเนินการรื้อถอนสิ่งปลูกสร้าง ระบบไฟฟ้า โดยให้เวลาถึงวันที่ 30 เมษายน 2559 ซึ่งในวันนั้นนายกวินท์ยอมรับเงื่อนไข พร้อมลงชื่อไว้เป็นหลักฐานโดยสมัครใจ” นายเกรียงไกร กล่าว
นายเกรียงไกร กล่าวต่อว่า หลังจากนั้นนายกวินท์เดินทางเข้ายื่นหนังสือร้องเรียนกับศูนย์ดำรงธรรมจังหวัดเชียงใหม่ว่า ซื้อที่ดินมาจากเจ้าของเดิมจำนวน 2 ครั้ง โดยครั้งแรกจำนวน 7 ไร่ และครั้งที่ 2 จำนวน 50 ไร่ พร้อมทั้งแนบเอกสารสำคัญสัญญาซื้อขาย 2 ฉบับ และอ้างว่าพื้นที่เดิมมีร่องรอยการทำกินมาก่อนปี 2540 และอ้างอีกว่าเคยมีเจ้าหน้าที่ป่าไม้เข้ามาตรวจสอบพื้นที่ พร้อมทั้งอ้างด้วยว่าเมื่อวันที่ 15 มกราคม 2559 เจ้าหน้าที่ป่าไม้และเจ้าหน้าที่ทหารมีอาวุธครบมือมาข่มขู่ให้ยอมรับและบีบให้ออกจากพื้นที่ ทั้งที่พื้นที่โดยรอบมีพื้นที่ลักษณะเดียวกันแต่ไม่มีการดำเนินคดี ดังนั้นเจ้าหน้าที่จึงจำเป็นต้องสนธิกำลังเข้าดำเนินการเพื่อให้เกิดความถูกต้อง
ด้านนายชาตรี กล่าวว่า การบุกรุกพื้นที่ป่าของ อ.สะเมิง เริ่มมีประมาณ 2-3 ปีที่ผ่านมา แม้จะพบว่าปริมาณไม่มากนัก แต่ต้องหยุดยั้งให้ได้ ด้วยเกรงจะลุกลามบานปลายมากขึ้น และจะทำให้แก้ไขได้ยาก ซึ่งสาเหตุของการบุกรุกมาจากความเจริญ มีถนนเข้าถึง เศรษฐกิจเจริญเติบโตขึ้น ทำให้มีความต้องการใช้พื้นที่เพาะปลูก อาทิ ส้ม และสตรอเบอรี่ เพิ่มมากขึ้น
“กรณีที่เกิดคนในพื้นที่ก็จับตาดูว่าหากภาครัฐไม่เข้าไปดำเนินการให้เป็นตัวอย่าง ก็จะมีคนทำตามบ้าง ซึ่งสภาพโดยรวมพื้นที่ป่าของ อ.สะเมิง มีประมาณ 5 แสนกว่าไร่ แยกเป็นป่าสงวนแห่งชาติ 2 แสนกว่าไร่ ป่าอนุรักษ์พิเศษ 2 แสนไร่ และเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า 1 แสนกว่าไร่ การที่ราษฎรเข้าไปบุกรุกเป็นพื้นที่ทำกินนั้นถือเป็นสิ่งที่ผิดกฎหมาย จึงต้องเร่งสร้างจิตสำนึกที่ดีให้กับทางราษฎร” นายชาตรี กล่าว
รายงานระบุว่า หลังการตรวจสอบพื้นที่ นายอิสระ ศิริไสยาสน์ นักวิชาการป่าไม้ กล่าวว่า เจ้าหน้าที่พบพื้นที่ส่วนใหญ่มีร่องรอยของการปลูกสตรอเบอรี่และบางจุดมีการปลูกผักกาด และร่องรอยไฟไหม้ทำให้เนื้อที่น่าจะเกิน 100 ไร่ ซึ่งจากการสอบถามเจ้าของพื้นที่อ้างว่ามีพื้นที่ทั้งของตัวเองและพื้นที่เช่าคนอื่นมา รวมมีเจ้าของทั้งหมด 4 คน แต่บริเวณที่เกิดเหตุเป็นต้นน้ำลำธารของห้วยป่าคา ที่จะไหลไปสู่บ้านปางขุม เพื่อหล่อเลี้ยง อ.สะเมิง ถือเป็นต้นน้ำที่สำคัญมาก แต่กลับพบการเผาป่า การใช้สารเคมีฉีดพ่นเพื่อการเกษตร หากปล่อยให้ทำการเกษตรต่อไป จะส่งผลกระทบต่อคนที่อยู่ข้างล่าง รวมทั้งคนที่อยู่กลางน้ำและปลายน้ำด้วย จึงควรฟื้นฟูให้กลับมาอุดมสมบูรณ์อีกครั้ง
“เจ้าหน้าที่จะเชิญผู้ที่อ้างว่าเป็นเจ้าของพื้นที่ไปลงบันทึกการจับกุม แต่ต้องรอให้มีการดำเนินคดีสิ้นสุดก่อน เพราะมีการกล่าวอ้างว่ามีหลักฐานในการครอบครอง หากคดีสิ้นสุดแล้ว จึงจะเข้าดำเนินการปรับสภาพพื้นที่ป่าบริเวณนี้ได้” นายอิสระ กล่าว

ทั้งนี้ ในช่วงค่ำวันเดียวกัน กลุ่มญาติผู้ต้องหากว่า 200 คน รวมตัวกันเดินทางมายังที่ว่าการอำเภอสะเมิง เพื่อขอเจรจากับนายอำเภอสะเมิง อ้างว่าขอความเป็นธรรม สถานการณ์เป็นไปด้วยความตึงเครียด เพราะต้องการให้ปล่อยตัวผู้ต้องหา จนกระทั่งเวลา 01.30 น. พล.ต.ต.มนตรี สัมบุณณานนท์ ผบก.ภ.จว.เชียงใหม่ และ พล.ต.โกศล ประทุมชาติ ผบ.มทบ.33 และนายประจวบ กันธิยะ ปลัดจังหวัดเชียงใหม่ นำกำลังเจ้าหน้าที่ทหารกว่า 200 นาย เดินทางเข้าไปควบคุมสถานการณ์ และใช้เวลาเจรจากับตัวแทนชาวบ้านจนได้ข้อสรุปว่าให้ดำเนินคดีตามกฎหมาย ส่วนจะสู้คดีอย่างไรให้เป็นไปตามขั้นตอน กลุ่มประท้วงจึงยอมสลายตัวเมื่อเวลา 03.20 น. เนื่องจากเห็นว่าเจ้าหน้าที่เตรียมสลายการชุมนุม
ต่อมานายชาตรี เปิดเผยว่า กลุ่มผู้ต้องหาพยายามต่อรองเจ้าหน้าที่อนุญาตให้ที่ทำกิน และให้ดำเนินคดีเพียงการบุกรุกที่ดินใหม่แปลงเดียว ซึ่งเจ้าหน้าที่ป่าไม้ยอมไม่ได้เพราะผิดกฎหมายชัดเจน จนกระทั่ง พล.ต.ต.มนตรี สัมบุณณานนท์ ผบก.ภ.จว.เชียงใหม่ แจ้งว่าหากชาวบ้านไม่ยอมถอยก็จำเป็นต้องใช้กำลังที่นำมาดำเนินการ พร้อมส่งตัวผู้ต้องหาส่งฟ้องศาลทันทีโดยไม่ให้ประกันตัว ตัวแทนชาวบ้านจึงยินยอมสลายตัวเมื่อเวลา 03.20 น.
“สรุปคือเจ้าหน้าที่ยอมให้ประกันตัวผู้ต้องหาออกไป โดยยื่นหลักทรัพย์ 50,000 บาทต่อราย และอนุญาตให้เก็บผลผลิต คือ ผักกาด ที่อยู่ระหว่างเพาะปลูกในช่วง 1 เดือนหลังจากนี้ แต่ไม่อนุญาตแปลงสตรอเบอรี่เพราะต้องใช้เวลานานกว่า 1 ฤดูกาลคือเดือนเมษายนปีหน้า เจ้าหน้าที่ให้ความเป็นธรรมต่อทุกฝ่ายอยู่แล้ว แต่เมื่อผิดกฎหมายก็ยอมไม่ได้เพื่อไม่ให้เป็นแบบอย่างต่อรายอื่นต่อไป” นายชาตรี กล่าว

