‘อส.’ขอความเป็นธรรม หลังเพื่อนโดนหมายจับตื้บโชเฟอร์รถกะป้อเมาแหกด่าน ด้านเมียโอดอาการโคม่า

13.05.16 | 17:56 น.

เมื่อเวลา 13.00 น. วันที่ 13 พฤษภาคม ที่ สน.จักรวรรดิ นายเจด็จ มาประดิษฐ์ อายุ 30 ปี อาสาสมัครมูลนิธิร่วมกตัญญู จุดบางแวกตัดราชพฤกษ์ รหัสท่าพระ 17 เข้าขอความเป็นธรรมกับ พ.ต.อ.ภพธร จิตต์หมั่น ผกก.สน.จักรวรรดิ หลังจากพนักงานสอบสวน สน.จักรวรรดิ ขอออกหมายจับอาสาสมัครร่วมกตัญญู 1 ราย ที่เข้าช่วยสกัดจับคนร้ายแหกด่านตรวจวัดแอลกอฮอล์บริเวณปากซอยจรัญสนิทวงศ์ 13 ก่อนคนร้ายเป็นชายจะถูกรุมทำร้ายได้รับบาดเจ็บสาหัส บริเวณเวิ้งนครเกษม ถนนจักรวรรดิ แขวงและเขตสัมพันธวงศ์ เมื่อเวลา 01.00 น.วันที่ 10 พฤษภาคมที่ผ่านมา


โดยนายเจด็จ กล่าวว่า ก่อนเกิดเหตุตนและเพื่อนอาสาสมัครกู้ภัยร่วมกตัญญูเข้าประชุมประจำจุดบางแวก-ราชพฤกษ์อยู่ ต่อมาได้รับการประสานจากเจ้าหน้าที่ตำรวจว่ามีคนร้ายขับรถยนต์แหกด่านตรวจวัดแอลกอฮอล์บริเวณซอยจรัญสนิทวงศ์ 13 ตนจึงนำอาสาสมัครบางส่วนออกติดตามสกัดจับคนร้าย ขณะนั้นมีรถตำรวจและรถอาสาขับประกบตลอดระยะทาง สังเกตเห็นว่าภายในรถมีผู้หญิงและเด็กวัย 7-8 เดือน เกรงว่าจะเป็นอันตรายจึงประสานกับทางตำรวจ 191 อยู่เป็นระยะ กระทั่งถึงเวิ้งนครเกษมจุดเกิดเหตุ เห็นคนร้ายจอดรถทิ้งไว้และวิ่งเข้าไปในเวิ้งนครเกษม โดยมีเจ้าหน้าที่ตำรวจวิ่งตามคนร้ายเข้าไป ทางเจ้าหน้าที่ตะโกนบอกตนว่าให้เฝ้าทางผู้หญิงและเด็กไว้ ก่อนจะมีอาสาสมัครวิ่งตามเข้าไปช่วยเหลือ นายไพศาล เนียมเกิด อายุ 34 ปี คนร้าย ที่ได้รับบาดเจ็บสาหัสถูกตีด้วยของแข็งเข้าที่ศีรษะ นำส่งโรงพยาบาลศิริราช ทั้งนี้ยืนยันว่ากลุ่มอาสาของตนนั้นไม่ได้ทำร้ายร่างกายคนร้ายแต่อย่างใดจึงอยากจะขอความเป็นธรรมด้วย

อส.3

ด้าน พ.ต.อ.ภพธร กล่าวว่า หลังเกิดเหตุได้สั่งการให้ตรวจสอบภาพจากกล้องวงจรปิด สามารถออกหมายจับนายวุฒิชัย พิพัฒน์สาครกุล อายุ 26 ปี อาสาสมัครร่วมกตัญญูท่าพระ ในข้อหาร่วมกันทำร้ายร่างกายผู้อื่นจนได้รับบาดเจ็บสาหัสไว้ก่อน ส่วนอาสาสมัครอีก 2 รายที่คาดว่ามีส่วนเกี่ยวข้องนั้น ได้เข้าพบพนักงานสอบสวนเมื่อวันที่ 11 พฤษภาคม ที่ผ่านมา และได้กันตัวไว้ในฐานะพยาน ยังไม่ได้แจ้งข้อกล่าวหาใดๆ

Advertisement

ขณะเดียวกัน น.ส.ฝน (นามสมมุติ) อายุ 19 ปี ภรรยานายไพศาล กล่าวว่า สามีของตนเป็นคนขับรถโดยสาร 4 ล้อเล็ก หรือรถกะป้อ รับจ้างย่านพาณิชยการธนบุรีฝั่งธนบุรี โดยขับมาได้ประมาณ 1 สัปดาห์ และมีลูกด้วยกัน 1 คน อายุประมาณ 7-8 เดือน ก่อนเกิดเหตุขณะรับส่งผู้โดยสารรอบสุดท้ายเสร็จแล้วทางสามีของตนได้ดื่มเบียร์ 1 กระป๋องและสาโทอีก 1 ขวด ระหว่างกำลังขับรถกลับบ้านนั้นเจอด่านตรวจวัดแอลกอฮอล์บริเวณซอยจรัญสนิทวงศ์ 13 สามีขับรถแหกด่าน เนื่องจากดื่มสุรามาและกลัวว่าจะถูกจับ จุดเกิดเหตุสามีบอกตนว่า ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นอย่าลงจากรถเด็ดขาด จึงนั่งอยู่กับลูกในรถ จากนั้นคล้อยหลังไม่นานเห็นชาย 3-4 คน จำได้ว่ามีชายใส่เสื้อคอกลมสีขาว คาดว่าเป็นกลุ่มอาสาสมัครวิ่งตามสามีเข้าไปในซอย ก่อนจะมีเจ้าหน้าที่ตำรวจวิ่งตามเข้าไปและมาทราบข่าวว่าสามีได้รับบาดเจ็บสาหัส ทั้งนี้เมื่อช่วงเช้าของวันที่ 11 พฤษภาคม ได้เข้าแจ้งความเอาผิดกับผู้ก่อเหตุทำร้ายร่างกายสามีตน ขณะนี้ยังรักษาตัวอยู่ในห้องไอซียู โรงพยาบาลศิริราช ในส่วนที่สามีตนขับรถแหกด่านนั้นยอมรับว่าผิดจริง แต่ที่ติดใจอยู่คือใครทำร้ายร่างกายสามีตน ขณะนี้ยังไม่ทราบว่าเป็นผู้ใด จึงอยากจะให้เจ้าหน้าที่ตำรวจจับผู้ก่อเหตุมาดำเนินคดีให้ได้

อส.2

ด้าน พ.ต.อ.ภพธร กล่าวว่า เบื้องต้นจะต้องแยกเป็น 2 ประเด็น คือ ในส่วนความผิดของนายไพศาลที่ขับรถแหกด่านตรวจนั้น ทางเจ้าหน้าที่ได้ทำหนังสือประสานไปยังรพ.ศิริราช เพื่อตรวจวัดแอลกอฮอล์และหาสารเสพติดในร่างกายเพื่อนำมาประกอบกับสำนวนคดี ส่วนการสอบปากคำยังต้องรอผู้บาดเจ็บดีขึ้นก่อน ขณะนี้ได้รับแจ้งอาการยังอยู่ในขั้นวิกฤต ทั้งนี้ตรวจสอบประวัติอาชญากรรมและหมายจับค้างเก่าพบว่านายไพศาลมีหมายจับของ สภ.นครชัยศรี ศาลจังหวัดนครปฐม ข้อหาลักทรัพย์ผู้อื่น อีกประเด็น ที่นายไพศาลถูกรุมทำร้ายนั้น ถือว่าเป็นผู้เสียหายหรือผู้บาดเจ็บ ต้องให้ความเป็นธรรมเช่นเดียวกัน เนื่องจากการกระทำดังกล่าวเกินกว่าเหตุ ในส่วนของนายวุฒิชัย พิพัฒน์สาครกุล อายุ 26 ปี ที่ถูกออกหมายจับ ทางพนักงานสอบสวนให้ประกันตัวเนื่องจากไม่มีพฤติการณ์หลบหนี โดยใช้หลักทรัพย์เงินสด 120,000 บาท ข้อหาดังกล่าวเป็นข้อหารุนแรงและมีอัตราโทษจำคุก 6 เดือนถึง 10 ปี ส่วนประเด็นที่กลุ่มอาสาสมัครให้การว่ากลุ่มของตนเองไม่ได้เป็นคนทำนั้น ขณะนี้สั่งการให้พนักงานสอบสวนรวบรวมพยานหลักฐานเพิ่มเติมและให้ฝ่ายสืบสวนลงพื้นที่ตรวจสอบภาพจากกล้องวงจรปิดในจุดเกิดเหตุเพิ่มเติม ทั้งนี้ยืนยันว่าพร้อมจะให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่ายหากผู้ใดกระทำผิดจะดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป