‘ฐาปน’แจงบ.ประชารัฐคืบหน้า ย้ำกระจายการถือหุ้น

14.05.16 | 09:05 น.
นายฐาปน สิริวัฒนภักดี กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) ในฐานะหัวหน้าทีมภาคเอกชน คณะทำงานการพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากและประชารัฐ (E3) เดินทางชี้แจงความคืบหน้าการดำเนินโครงการสานพลังประชารัฐ ในความรับผิดชอบกับผู้บริหารเครือมติชน

“ฐาปน”แจงบ.ประชารัฐคืบหน้า ย้ำกระจายการถือหุ้น

เมื่อวันที่ 13 พฤษภาคม ที่บริษัท มติชน จำกัด (มหาชน) นายฐาปน สิริวัฒนภักดี กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) ในฐานะหัวหน้าทีมภาคเอกชน คณะทำงานการพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากและประชารัฐ (E3) เดินทางชี้แจงความคืบหน้าการดำเนินโครงการสานพลังประชารัฐ ในความรับผิดชอบกับผู้บริหารเครือมติชน
โดยนายฐาปนกล่าวว่า คณะ E3 เดินหน้าอย่างต่อเนื่องกลยุทธ์และแผนการดำเนินงานตามโครงการประชารัฐ ซึ่งมี 5 ภาคส่วนร่วมกันทำงาน คือ ภาครัฐ เอกชน วิชาการ ประชาสังคม และประชาชน เพื่อลดความเหลื่อมล้ำ พัฒนาคุณภาพคน และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน ในส่วนเป้าหมายของคณะ E3 คือ เศรษฐกิจชุมชนเข้มแข็ง ประชาชนมีความสุข และมีรายได้เพิ่มขึ้น ด้วยการผนวกกลุ่มงานในชุมชน 3 กลุ่มหลักเข้าด้วยกัน คือ ภาคเกษตร ธุรกิจแปรรูป และการท่องเที่ยวโดยชุมชน เมื่อเริ่มที่การท่องเที่ยวในชุมชนก็เป็นตัวดึงให้มีการใช้จ่ายในพื้นที่ มีการขายสินค้าเกษตรและเกิดสินค้าแปรรูปสนองการท่องเที่ยว

“สำหรับกระบวนการขับเคลื่อนสู่เป้าหมายมี 5 กระบวนการ เริ่มตั้งแต่การเข้าถึงปัจจัยการผลิต ทั้งด้านทรัพยากรและโอกาสในการเข้าถึงแหล่งทุน การสร้างองค์ความรู้ จากในชุมชนและส่งเสริมความรู้เพื่อสร้างประโยชน์ต่อยอด การตลาด ซึ่งมีการพัฒนาแบบบูรณาการ ตั้งแต่การวิเคราะห์ตลาดไปจนถึงช่องทางการขายใหม่ การสื่อสารสร้างการรับรู้เพื่อความยั่งยืน ด้วยการช่วยสร้างแบรนด์และหาช่องทางการประชาสัมพันธ์ผ่านสื่อท้องถิ่นและสื่อระดับประเทศ และสุดท้าย การบริหารจัดการ ทั้งด้านต้นทุน บัญชี และการบริหารความเสี่ยง ทั้ง 5 กระบวนการ หรือ 5 ฟันเฟืองนี้ขับเคลื่อนด้วยรูปแบบของวิสาหกิจเพื่อสังคม หรือ Social Enterprise บริหารงานโดย จัดตั้งเป็นรูปแบบบริษัท ใช้ชื่อว่า บริษัท ประชารัฐรักสามัคคี (จังหวัด) จำกัด 76 จังหวัด เว้นกรุงเทพฯ” นายฐาปนกล่าว

นายฐาปนกล่าวว่า บริษัททั้ง 76 จังหวัด จะบริหารงานในระดับของแต่ละจังหวัด ซึ่งจะแบ่งออกเป็น 18 กลุ่มจังหวัด ตามโครงสร้างของกระทรวงมหาดไทย และรวมกันเป็น 1 บริษัทใหญ่ เพื่อบริหารงานในระดับประเทศ คือ บริษัทประชารัฐรักสามัคคี (ประเทศไทย) จำกัด ขณะนี้ได้จัดตั้งวิสาหกิจเพื่อสังคมระดับจังหวัดแล้ว 5 แห่ง ได้แก่ ภูเก็ต เพชรบุรี อุดรธานี เชียงใหม่ และบุรีรัมย์ และจะดำเนินการกระจายให้ครบ 76 จังหวัดทั่วประเทศภายในธันวาคม 2559 โดยแต่ละจังหวัดถือหุ้นในบริษัทดังกล่าวจังหวัดละ 1% รวม 76 จังหวัด เท่ากับ 76% ส่วนอีก 24% เอกชนรายใหญ่ในหลายอุตสาหกรรมถือหุ้น

“แต่ละจังหวัดจะต้องตั้งบริษัทประชารัฐรักสามัคคีขึ้นมา เพื่อเป็นโฮลดิ้งในการเข้าถือหุ้นบริษัทใหญ่คือ ประชารัฐรักสามัคคี (ประเทศไทย) จำกัด ส่วนเงินลงทุนในบริษัทของแต่ละจังหวัดนั้นจะไม่จำกัดวงเงิน สามารถรับเงินได้จากทุกภาคส่วน ซึ่งสัดส่วนการถือหุ้นขึ้นกับปริมาณเงินที่ใส่เข้าไป บริษัทดังกล่าวเป็นการร่วมทุนกันเพื่อเอาเงินไปทำประโยชน์ให้สังคมอย่างยั่งยืน ไม่มีผลตอบแทนกลับมาให้คนใดคนหนึ่ง เอาไปทำให้ชุมชน สังคม และพื้นที่มีความเป็นอยู่ดีขึ้น เงินทุนที่ใส่ไปอาจเป็นภาคเอกชน บริษัทไหนก็ได้ที่มีศักยภาพเป็นตัวนำ” นายฐาปนกล่าว

Advertisement

นายฐาปนกล่าวว่า ในส่วนการถือหุ้นของบริษัทไทยเบฟฯในบริษัทประชารัฐรักสามัคคี (ภูเก็ต) จำกัด ไทยเบฟได้ใส่เงินลงไป 1 ล้านบาท ตามหลักเกณฑ์การจัดตั้งบริษัท ซึ่งทำให้มีสัดส่วนการถือหุ้นอยู่ 99% ตั้งเป้าระดมทุนให้ได้ 4 ล้านบาท แต่ขณะนี้เอกชนรายอื่นๆ กำลังเตรียมนำทุนมาใส่เช่นกัน เพียงแต่รอความชัดเจนของกฎระเบียบบางอย่างเท่านั้น เมื่อมีผู้เพิ่มทุนมาสัดส่วนการถือหุ้นก็จะปรับเปลี่ยนไปตามน้ำหนักเงินทุน และกระจายการถือหุ้นออกไป

“คณะนี้ที่เข้ามาทำงานเป็นการเข้ามาวางโครงสร้างและบริหารจัดการที่เป็นจุดเริ่มให้เศรษฐกิจฐานรากเกิดการพัฒนาและยั่งยืน ซึ่งต้องอาศัยความร่วมมือของทุกภาคส่วนช่วยกันขับเคลื่อน ชุมชนเป็นผู้ลงแรงลงมือทำ หากขาดเหลือส่วนไหนเอกชนก็เข้ามาสนับสนุน ลงพื้นที่ร่วมกันทำงานกับชุมชน อย่างไรก็ตามไม่ได้การันตีว่าจะประสบความสำเร็จถึงขั้นไหน ทุกคนต้องลงมือทำร่วมกัน” นายฐาปนกล่าวและว่า สำหรับตัวชี้วัดความสำเร็จว่าเดินตามเป้าหมายหรือไม่ มี 3 อย่างด้วยกันคือ สามารถเพิ่มรายได้ให้ชุมชน เพิ่มมูลค่าสินค้าในชุมชน และลดความยากจนได้