วันที่ 14 กุมภาพันธ์ ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อช่วงค่ำของวันที่ 13 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา เกิดเหตุการณ์สร้างความแตกตื่นให้กับชาวเพชรบูรณ์ที่สัญจรผ่านไปมาบนถนนเพชรเจริญ เขตเทศบาลเมืองเพชรบูรณ์ เมื่อจู่ๆนางตุ๊กตามารดาวัย 37 ปี ชาวอำเภอบึงสามพัน คว้ามีดขึ้นมาจ่อที่คอและขู่จะทำร้ายตัวเองพร้อมร้องตะโกนปนเสียงร่ำไห้ ที่ต้องทนกับความอยุติธรรมไม่ไหว สืบเนื่องจากลูกชายวัย 18 ปี ซึ่งเรียนในสถานอาชีวศึกษาแห่งหนึ่งในจังหวัด ไปก่อเกตุทะเลาะวิวาทกับอาจารย์ กระทั่งถูกศาลตัดสินปรับทั้งลูกศิษย์และอาจารย์คนละ 10,000 บาท แต่ภายหลังลูกชายถูกไล่ออกทั้งที่เหลือเวลาอีก 2 เดือนจะจบการศึกษา และก่อนหน้านี้ไปร้องศูนย์ดำรงธรรมอำเภอเรื่องก็เงียบหาย ทำให้เกิดความเครียดจัดจึงตัดสินใจเช่ารถยนต์เดินทางมาพร้อมลูกชาย และมาทวงถามความยุติธรรมพร้อมร้องทุกข์ต่อผู้ว่าราชการจังหวัดเพชรบูรณ์
โดยเหตุการณ์ดังกล่าวได้สร้างความตื่นตกใจและสร้างความสนใจให้กับผู้ที่ผ่านไปมาและพบเห็น และยังต่างแสดงความเห็นใจแม่ลูกคู่นี้ กระทั่งต่อมาได้มีเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.เมืองไปเจรจาขอให้นางตุ๊กตา อย่าใช้อารมณ์และให้พยายามสงบสติอารมณ์ จากนั้นประสานงานไปยังนายสืบศักดิ์ เอี่ยมวิจารณ์ ผู้ว่าจังหวัดราชการเพชรบูรณ์ จนต่อมานายสืบศักดิ์พร้อมด้วยนายกฤษณ์ คงเมือง รองผู้ว่าฯเพชรบูรณ์, นายสาคร บุญเรือง รองผู้ว่าฯเพชรบูรณ์ และพ.ต.อ.ฐเดช กล่อมเกลี้ยง รอง ผบก.ภ.จ.เพชรบูรณ์ ได้เดินทางมาในจุดที่เกิดเหตุ โดยมี พ.ต.อ.ศรีทะนนท์ เรือจมูล ผกก.สภ.เมืองฯ ร่วมกันเจรจาหว่านล้อมด้วย กระทั่งนางตุ๊กตายินยอมวางอาวุธมีดและยอมติดตามคณะนายสืบศักดิ์ไปพูดคุยในห้องที่ทำงานศาลากลางจังหวัด โดยมีตัวแทนจาก พม.และตัวแทนจากหน่วยงานกระทรวงศึกษาธิกมรในพื้นที่ รวมทั้งผู้อำนวยการสถาวันอาชีวะศึกษาดังกล่าวการเข้าร่วมด้วย
โดยผลการหารือและร่วมกันหาทางออกปรากฎว่า ยุติด้วยดีโดยเฉพาะเมื่อทาง ผอ.สถาบันอาชีวะศึกษาแห่งนี้ยืนยันว่า ไม่ได้มีการไล่ออกนักศึกษารายนี้แต่อย่างใด และไม่มีครูอาจารย์ที่ไหนจะไปกลั่นแกล้งลูกศิษย์ เพียงแต่ให้นักศึกษารายนี่ซึ่งยังทำโครงงานฯก่อนจบการศึกษาร่วมกับเพื่อนให้สำเร็จเท่านั้น ซึ่งนายสืบศักดิ์สรุปว่าปัญหาที่เกิดเพราะสื่อสารคลาดเคลื่อนจนเกิดความเข้าใน จากนั้นได้รับให้ทางตัวแทน พม.จังหวัดและตัวแทนกระทรวงศึกษาฯในพื้นที่ลงไปช่วยแก้ไขปัญหาให้ จนทำให้นางตุ๊กตาเกิดความสบายใจและถึงกับยิ้มออกพร้อมยกมือไหว้ขอโทษและกล่าวขอบคุณทุกคนที่ช่วยแก้ไขปัญหาให้ และอ้างว่าหลังเกิดเรื่องขึ้นไม่รู้จะหันหน้าไปพึ่งใคร จึงตัดสินใจกระทำไปเยี่ยงนี้
โดยนายสืบศักดิ์ ยังกำชับว่า ผู้ว่าฯไม่ใช่ยักษ์มาร หากมีเรื่องทุกข์ร้อนมาพบได้ โดยห้องทำงานเปิดตลอดเวลาหรือมายื่นเรื่องผ่านทางศูนย์ดำรงธรรมปัญหาก็จะได้รับการติดตามแก้ไขให้ ส่วนประเด็นที่นางตุ๊กตา แจ้งว่า เคยไปร้องเรียนผ่านศูนย์ดำรงธรรมอำเภอฯแต่เรื่องเงียบนั้น หลังนายสืบศักดิ์ มีการตรวจสอบได้รับแจ้งว่า นางตุ๊กตามาร้องเรียนช่วงที่อยู่ในชั้นการพิจารณาของศาล ทำให้ยังไม่สามารถเข้าไปก้าวก่ายได้ อย่างไรก็ตามผู้ว่าราชการจังหวัดยังยกให้เคสนี้เป็นอุทธาหรณ์ว่า ควรมีสติและอย่าใช้อารมณ์มาแก้ปัญหา โชคดีที่เหตุการณ์นี้จบลงด้วยดี โดยเฉพาะปัญหาที้เกิดขึ้นเพียงเพราะสื่อสารตรงข้าม ต่างคนต่างคิดกันไปเองไม่ได้มีการพูดคุยและทำความเข้าใจกันก่อน ผู้ว่าฯแค่เป็นคนกลางและให้ทั้งสองฝ่ายได้พูดคุยกันจนเกิดความเข้าใจกันเท่านั้น

