เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 16 พฤษภาคม ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) นายอนันต์ชัย ไชยเดช ทนายความและครอบครัวของ นายสมเกียรติ ศรีจันทร์ ชายพิการอาชีพส่งขนมปัง ถูกกลุ่มวัยรุ่นทำร้ายร่างกายจนเสียชีวิต ท้องที่สน.โชคชัย ยื่นหนังสือขอความเป็นธรรมต่อ พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ผ่าน พล.ต.ต.ศักดา วิริศิริยานนท์ รองผู้บัญชาการสำนักงานกฎหมายและคดี เพื่อขอให้พนักงานสอบสวน สน.โชคชัย พิจารณาแจ้งข้อหาผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา289(4) กับผู้ต้องหาทั้ง 7 ราย
https://youtu.be/K5pXBG0YpLM
นายอนันต์ชัย กล่าวว่า พยานหลักฐานจากกล้องวงจรปิด พบว่า 2 ใน 7 ผู้ต้องหามีการโทรศัพท์เรียกพวกมาและมีการจัดเตรียมอาวุธมาทำร้ายผู้ตายด้วย จึงถือว่ามีการเตรียมการไว้เรียบร้อยและเข้าองค์ประกอบความผิดดังกล่าว ดังนั้นจึงมาร้องขอความเป็นธรรม เพื่อให้ข้อหานี้เข้าสู่กระบวนการพิจารณาของศาลด้วย พร้อมยืนยันว่าไม่ได้ติดใจการทำงานของพนักงานสอบสวนของสน.โชคชัย โดยเชื่อว่าพนักงานสอบสวนไม่เข้าข้างผู้ต้องหาและเชื่อว่าได้มีการสอบปากคำพยานครบถ้วนแล้ว อีกทั้งการมาร้องขอความเป็นธรรมครั้งนี้ไม่ใช่การทำตามกระแสสังคม แต่ต้องการให้คดีเกิดความเป็นธรรม ส่วนกระแสการขอโอนย้ายสำนวนคดีไปกองปราบปรามนั้น ยืนยันว่าไม่มีความคิดดังกล่าวเพราะจะทำให้ขบวนการทางคดีล่าช้า เพราะเวลาถือเป็นตัวฆ่าความยุติธรรม

พล.ต.ท.ศานิตย์ มหถาวร รรท.ผบช.น. เปิดเผยว่าตำรวจให้เกียรติผู้ตายเป็นหลักไม่ต้องการพูดสิ่งที่ทำให้เสื่อมเสีย แต่ก็มีคนพูดถึงเรื่องเกี่ยวกับคดีนี้ จึงมีความรู้สึกว่ามีความไม่เข้าใจข้อกฎหมายหรือไม่ กรณีที่เกิดขึ้นจะมีการแจ้งข้อกล่าวหาฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนนั้นหรือไม่ ซึ่งลักษณะตามข้อเท็จจริงการเข้าไปช่วยเพื่อนของผู้ต้องหาโดยไม่ได้มีการประสงค์ที่จะตั้งใจไม่ฆ่าเลย จะสามารถแจ้งข้อกล่าวหาดังกล่าวได้หรือไม่ ถ้าเกิดไปตั้งข้อกล่าวหาดังกล่าวเลยจะถือเป็นการตั้งข้อกล่าวหาความเป็นจริงเกินกว่าพฤติการณ์ทางคดีหรือเปล่า อาจจะเข้าความผิดตามม.157ปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ หรือม.200 แกล้งผู้อื่นให้รับโทษหนักขึ้น ซึ่งการแจ้งข้อกล่าวหานั้นระบุตามกฎหมายไว้ชัดเจน เมื่อเข้าพบปรากฏต่อหน้าหรือเรียกเข้าหา ให้ถามชื่อตัวชื่อจริง อาชีพ ชื่อบิดามารดา และแจ้งข้อเท็จจริงพฤติการณ์ที่เกิดขึ้นให้รับทราบก่อนแจ้งข้อกล่าวหา ซึ่งการแจ้งข้อกล่าวหานั้นต้องมีหลักฐานตามสมควร เชื่อได้ว่าเขาน่าจะกระทำความผิดตามข้อหา
ผู้สื่อข่าวถามว่าได้ทำความเข้าใจกับทางญาติหรือทนายความแล้วหรือไม่ พล.ต.ท.ศานิตย์ กล่าวว่ามีการชี้แจงทำความเข้าใจแล้ว ให้รองผบก.น.4 และผกก.สน.โชคชัย ดำเนินการแล้ว มีการดูแลความปลอดภัยให้แล้ว แต่พยายามอธิบายขยายความไว้แล้วก็ไม่ฟัง ส่วนหากมีการตั้งข้อหาอย่างที่เข้าต้องการนั้น จะส่งผลเสียต่อรูปคดีแน่นอน หากใครไม่ชอบกันก็มาแจ้งตำรวจกดดันตำรวจไปแจ้งข้อกล่าวหาคู่กรณี ถ้าแจ้งลักษณะดังกล่าวต้องแจ้งทุกคน แล้วให้อัยการสั่งไม่ฟ้อง เป็นการแก้ปัญหาเอาตัวรอดหรือเปล่า หากแจ้งกันไปหลักฐานไม่ถึงต้องสั่งไม่ฟ้อง แล้วทำไมต้องทำในลักษณะนั้นในการแจ้งข้อกล่าวหาคนอื่นโดยที่หลักฐานไปไม่ถึง คนเสียหายคือผู้ถูกกล่าวหา ซึ่งทุกคนมีสิทธิ์ที่จะฟ้องร้องทนายความก็สามารถเข้ามาในคดีได้ ความเป็นธรรมต้องให้ทุกฝ่าย มีสิทธิ์ที่จะได้รับการสอบสวนต่อเนื่องและเป็นธรรม ผู้ต้องหามีสิทธิ์ที่จะต่อสู้ทางคดี ยืนยันว่า ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ดำเนินการตามข้อเท็จจริงและได้พยายามแสวงหาข้อเท็จจริง หรือก่อนเกิดเหตุและหลังเกิดเหตุ ดำเนินการอย่างเต็มที่ โดยลักษณะดังกล่าวมีการไตร่ตรองต้องมีการเตรียมกันมาก่อน และหากมีสาเหตุโกรธเคืองกันมาก่อนก็ไม่ แต่ยืนยันว่าจะแสวงหาหลักฐานต่อในข้อหาที่มีการร้องเรียนมา แต่ขอให้มีพยานหลักฐานไปถึง ซึ่งเวลานี้มีหลักฐานยืนยันเพียงแค่นี้ ทั้งนี้ ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจจะทำคดีโดยใช้ความถูกต้องมาก่อนความถูกใจ

