เมื่อเวลา 11.45 น. วันที่ 16 พฤษภาคม ที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) นายสัมพันธ์ เสริมชีพ ทนายความของพระธัมมชโย เจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย ให้สัมภาษณ์ภายหลังเข้ายื่นเอกสารต่อคณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ กรณีอาการป่วยของพระธัมมชโย ว่า ในวันนี้ไม่ได้พูดคุยใดๆ กับคณะพนักงานสอบสวน เพียงแต่มามอบเอกสารเพิ่มเติมให้กับคณะพนักงานสอบสวนเท่านั้น เป็นเอกสารเกี่ยวข้องกับการรักษาอาการป่วยของพระธัมมชโย อีกทั้งยังได้พาแพทย์ 2 คน ที่รักษาพระธัมมชโยมาพบพนักงานสอบสวนด้วย เพื่อให้คณะพนักงานสอบสวนสอบถาม ส่วนอาการป่วยของพระธัมมชโย ขอให้สอบถามทางแพทย์มากกว่า เนื่องจากไม่เข้าใจศัพท์ทางการแพทย์ เพราะแพทย์จะเขียนเป็นภาษาอังกฤษและไทยไว้ จึงอยากให้สอบถามแพทย์จะดีกว่า ทั้งนี้น่าจะเป็นไปตามที่แพทย์ทั้ง 2 คนเคยแถลงไว้ก่อนหน้านี้
ผู้สื่อข่าวถามว่า ทางวัดยังยืนยันตามเดิมหรือไม่ กรณีที่จะให้พนักงานสอบสวนเดินทางไปแจ้งข้อกล่าวหาที่วัด นายสัมพันธ์ กล่าวว่า ยินดีและพร้อมที่จะให้คณะพนักงานสอบสวนเดินทางไปแจ้งข้อกล่าวหาที่วัด เนื่องจากพระธัมมชโยยังอาพาธอยู่ อีกทั้งยังยินดีให้คณะพนักงานสอบสวนพร้อมแพทย์ที่เป็นกลางเดินทางไปร่วมตรวจสอบพระธัมมชโยที่วัดด้วย อย่างไรก็ตามตั้งแต่วันที่ 22 เมษายนที่ผ่านมา ตนยังไม่ได้เข้าพบพระธัมมชโยเลย ส่วนเรื่องคดีนั้น ต้องรอทางคณะพนักงานสอบสวนก่อน เนื่องจากยังไม่มีการแจ้งข้อกล่าวหา
เมื่อถามว่า หากคณะพนักงานสอบสวนจะเดินทางไปยื่นคำร้องต่อศาลเพื่อขอออกหมายจับอีกครั้ง ทางทนายความจะเดินทางไปคัดค้านหรือไม่ นายเสริมพันธ์ กล่าวว่า จะต้องเดินทางไปคัดค้านเหมือนเดิม เพราะพระธัมมชโยยังอาพาธอยู่ และไม่คิดจะหลบหนี อย่างไรก็ตามไม่ได้ทำเรื่องขอผัดผ่อน มีแต่กลุ่มลูกศิษย์วัดพระธรรมกายเท่านั้น ที่ขอให้ไปตรวจสอบพระธัมมชโยว่าอาพาธจริง การทำเรื่องผัดผ่อนต้องดูตามใบรับรองแพทย์ และขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของคณะพนักงานสอบสวนด้วย
เมื่อถามว่า ทางวัดจะนำแพทย์จากโรงพยาบาลตำรวจไปตรวจอาการป่วยของพระธัมมชโย เพื่อเป็นการยืนยันหรือไม่ นายเสริมพันธ์ กล่าวว่า คงไม่ทำอย่างนั้น เพราะเราไม่ใช่คนไข้ของโรงพยาบาล หากจะทำเช่นนั้น ต้องให้พนักงานสอบสวนเสนอไปยังโรงพยาบาลของรัฐเองจะดีกว่า ทั้งนี้ขั้นตอนของกฎหมายแล้ว ตามหลักการคณะพนักงานสอบสวนสามารถเดินทางไปแจ้งข้อกล่าวหาที่ไหนก็ได้ ไม่จำเป็นต้องมาที่นี่ก็ได้ เจอที่ตลาด เจอที่ไหนก็สามารถแจ้งข้อกล่าวหาได้ทันที สมมุติว่าผู้ต้องหาป่วยนอนอยู่ที่โรงพยาบาลพนักงานสอบสวนสามารถเดินทางไปแจ้งข้อกล่าวหาที่โรงพยาบาลได้หรือไม่ ซึ่งก็ทำได้
ผู้สื่อข่าวถามว่า แต่กรณีของพระธัมมชโยเป็นการรักษาอยู่ภายในวัด นายสัมพันธ์ กล่าวว่า ห้องดูแลพระธัมมชโยเป็นห้องปลอดเชื้ออย่างดี แพทย์แถลงข่าวแล้ว หากไม่เชื่อแพทย์ก็ไม่รู้จะไปเชื่อใครแล้ว อย่าลืมว่าแพทย์มีจรรยาบรรณ มีใบประกอบวิชาชีพ ถ้าทำอะไรโดยมิชอบ เขาสามารถถูกถอนใบประกอบวิชาชีพได้เลย ใครจะเอาอาชีพเขามาเสี่ยง ส่วนเรื่องภาพถ่ายที่ปรากฏเพียงขาของพระธัมมชโย แต่ไม่เห็นใบหน้านั้น เนื่องจากเป็นสิทธิของคนไข้ ทั้งนี้พระธัมมชโยไม่ไปรักษาที่โรงพยาบาล เพราะเรามีการตรวจรักษาและจำลองห้องพยาบาลขึ้นมาเองได้ และมีแพทย์เข้ามารักษาได้
ผู้สื่อข่าวถามว่า กระแสข่าวว่าพระธัมมชโยเดินทางออกนอกประเทศไปแล้ว นายสัมพันธ์ กล่าวว่า พระธัมมชโยพูดกับตนอยู่ตลอดว่าจะไม่ไปไหน และจะขอตายอยู่ที่วัด ทั้งนี้ ไม่ได้นำเรื่องคดีเข้าไปคุยกับพระธัมมชโยเลย เนื่องจากพระธัมมชโยมีอาการป่วย จึงไม่อยากนำเรื่องเครียดไปให้พระธัมมชโยเป็นกังวล เรื่องคดีตนจะเป็นผู้จัดการเอง
เมื่อถามต่อว่า กรณีที่มีการร้องเรียนสำนักงานป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) จะเป็นการกดดันการทำงานของเจ้าหน้าที่ เรื่องนี้ทางวัดเข้าไปเกี่ยวข้องหรือไม่ นายสัมพันธ์ กล่าวว่า ตอบไม่ได้ เนื่องจากลูกศิษย์วัดมีหลายกลุ่ม ใครจะทำอะไรตนไม่สามารถควบคุมได้ ทางวัดไม่เคยปรึกษากับกลุ่มลูกศิษย์ เพราะปรึกษากันทีไรมักทะเลาะกันทุกครั้ง เนื่องจากความเห็นของนักกฎหมายจะไม่ตรงกัน แต่ตนรับรองได้ หากพนักงานสอบสวนเดินทางไปแจ้งข้อกล่าวหาที่วัด จะดูแลความปลอดภัยให้อย่างดี เพราะในวัดตนสามารถควบคุมได้ แต่ถ้านอกวัดไม่สามารถควบคุมได้ เพราะถ้าเขาไม่ฟังเราก็จะเชิญเขาออกไป

