ศาลอุทธรณ์ยืนคุกตลอดชีวิต ‘ติ๊งต่าง’ คดีฆ่าขืนใจด.ญ.4 ขวบ ปี’56

26.01.16 | 13:59 น.

เมื่อเวลา 09.30 น. วันที่ 26 มกราคม ที่ห้องพิจารณา 907 ศาลอาญา ถนนรัชดาภิเษก ศาลอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ คดีหมายเลขดำ อ.163/2558 ที่พนักงานอัยการฝ่ายคดีอาญา 7 และมารดาของเด็กหญิงผู้ตาย เป็นโจทก์และโจทก์ร่วม ยื่นฟ้อง นายติ๊งต่าง หรือหนุ่ย ไม่มีนามสกุล อายุ 33 ปี อาชีพรับจ้าง เป็นจำเลย ในความผิดฐานพรากเด็กอายุไม่เกิน 15 ปีไปจากผู้ปกครอง, หน่วงเหนี่ยวกักขังผู้อื่นให้ปราศจากเสรีภาพ, กระทำชำเราเด็กอายุไม่เกิน 13 ปีซึ่งไม่ใช่ภรรยาตนฯ และฆ่าผู้อื่นโดยเจตนาด้วยความโหดร้ายทารุณ ตามกฎหมายอาญา มาตรา 277, 277 ทวิ, 283 ทวิ, 288, 289 , 310 และ 317

คดีนี้อัยการโจทก์ฟ้อง เมื่อวันที่ 20 มกราคม 2558 บรรยายระบุพฤติการณ์ว่า เมื่อวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2556 เวลากลางวัน ถึงเวลากลางคืนต่อเนื่องกัน จำเลย ได้พราก ด.ญ.น้ำ (นามสมมุติ) อายุ 4 ปีเศษ ไปจากผู้เป็นตาซึ่งเป็นผู้ปกครอง โดยจำเลยพูดจาหลอกล่อ ว่าจะพาไปเดินเล่นและซื้อขนม เด็กหญิงจึงยินยอมไปด้วย แต่เมื่อเด็กหญิงต้องการกลับไปหาผู้ปกครอง จำเลยไม่ยอมให้กลับแล้วใช้กำลังบีบบังคับฉุดลากเด็กหญิงเข้าไปในป่าละเมาะห่างจากถนนใหญ่ประมาณ 400 เมตร ซึ่งจำเลยได้หน่วงเหนี่ยวเด็กหญิงไว้ไม่ยอมให้กลับไปหาผู้ปกครอง อันเป็นการทำให้เด็กหญิงปราศจากเสรีภาพ และจำเลยได้กระทำชำเราเด็กหญิงจนสำเร็จความใคร่ โดยเด็กหญิงไม่ยินยอมและอยู่ในภาวะที่ไม่สามารถขัดขืนได้ จากนั้นจำเลยได้ฆ่าเด็กหญิงโดยทรมานหรือทารุณโหดร้าย ด้วยการใช้มือบีบคอทำให้ขาดอากาศหายใจ และถึงแก่ความตายสมเจตนาของจำเลย เหตุเกิดที่ ต.กุดป่อง อ.เมืองเลย จ.เลย ขณะที่ชั้นสอบสวนและชั้นพิจารณาจำเลยให้การรับสารภาพ

โดยศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 22 กรกฎาคม 2558 ว่าจำเลย มีความผิด ตาม ม.317 วรรคสาม, 283 ทวิ วรรคสอง , 277 วรรคสาม ประกอบมาตรา 80 , 277 ทวิ (2), 310 วรรคสอง , 289 (5)(7) การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรม โดยให้จำคุก 9 ปี ฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกิน 15 ปีไปจากผู้ปกครองฯ ,จำคุกตลอดชีวิต ฐานพยายามกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกิน 13 ปีฯ และให้ประหารชีวิต ฐานฆ่าผู้อื่นโดยทรมานเพื่อปกปิดความผิด แต่จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา ลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่ง คงจำคุก 4 ปี 6 เดือน ฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกิน 15 ปีไปเสียจากผู้ปกครองฯ ,จำคุก 25 ปี ฐานพยายามกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกิน 13 ปี และจำคุกตลอดชีวิตฐานฆ่าผู้อื่นฯ โดยให้นับโทษจำเลย ต่อจากคดีหมายเลขแดง 990/2557 ที่ศาลจังหวัดพระโขนง พิพากษาจำคุกตลอดชีวิต จำเลยฐานฆ่าข่มขืนน้องการ์ตูน เด็กหญิงอายุ 6 ปี บริเวณป่าใกล้สถานีรถไฟฟ้าบีทีเอสแบริ่งด้วย ขณะที่อัยการโจทก์และจำเลยไม่ได้ยื่นฎีกาแต่เนื่องจากคดีมีอัตราโทษสูง จำคุกตลอดชีวิตดังนั้นศาลชั้นต้นจึงได้ส่งสำนวนคดีไปยังศาลอุทธรณ์เพื่อพิจารณาตามประมวลวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 245

โดยวันนี้เจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์ ได้เบิกตัว นายติ๊งต่าง จำเลย มาจากเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ เพื่อฟังคำพิพากษา ซึ่งตลอดการพิจารณาคดี จำเลยไม่ได้รับการปล่อยชั่วคราว

ศาลอุทธรณ์ตรวจสำนวนปรึกษาหารือกันแล้วเห็นว่า แม้โจทก์ไม่มีประจักษ์พยานที่เห็นการกระทำของจำเลยกระทำผิดมาเบิกความเป็นพยาน แต่โจทก์มีบันทึกคำให้การของจำเลยในชั้นสอบสวนที่ให้การรับสารภาพว่าตามวันเวลาที่เกิดเหตุ จำเลยพาผู้เสียหายเดินออกจากงานกาชาดจนถึงป่าละเมาะที่เกิดเหตุแล้วได้ใช้กำลังบีบคอผู้เสียหายจนสลบและกระทำชำเราจนสำเร็จความใคร่แล้วฆ่า ซึ่งคำให้การดังกล่าวได้เป็นการกล่าวถึงขั้นตอนตั้งแต่ต้นจนจบโดยละเอียด ยากที่พนักงานสอบสวนจะจัดทำบันทึกให้การเพื่อปรักปรำจำเลยในเรื่องที่ไม่เป็นจริง ขณะเดียวกันโจทก์ก็มีพนักงานสอบสวนมาเบิกความเป็นพยานรับรองว่าจำเลยให้การรับสารภาพด้วยความสมัครใจและลงลายมือชื่อต่อหน้าทนายความที่พนักงานสอบสวนจัดหาให้ แม้คำให้การชั้นสอบสวนของจำเลยจะเป็นพยานบอกเล่าแต่โจทก์ก็มีพยานแวดล้อมทั้งผลการตรวจสอบกะโหลกศีรษะ โครงกระดูก เสื้อ กางเกงและรองเท้าแตะของผู้เสียหายที่ได้มีการตรวจหาสารพันธุกรรมหรือดีเอ็นเอ ซึ่งมีเหตุผลรับฟังได้ว่าตามวันเวลาเกิดเหตุ จำเลยได้พรากผู้เสียหายไปจากผู้ปกครองและได้ใช้อวัยวะเพศผู้เสียหาย ซึ่งแม้จำเลยจะไม่ได้สอดใส่อวัยวะเพศเข้าไปในอวัยวะเพศ ผู้เสียหาย แต่ก็ถือว่าจำเลยได้ลงมือชำเราแล้ว

Advertisement

ส่วนที่จำเลยได้ใช้กำลังบีบคออย่างแรง แล้วใช้เทปกาวสีดำพันทับศีรษะ ปากและคอจนผู้เสียหายขาดอากาศหายใจนั้นก็เป็นการกระทำต่อผู้เสียหายให้เสียชีวิตโดยทรมานและทารุณโหดร้ายเพื่อปกปิดการกระทำของจำเลย การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดฐานพรากเด็กอายุไม่เกิน 15 ปีไปจากผู้ปกครองเพื่ออนาจารตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 317 วรรคสาม, ฐานพยายามกระทำชำเราเด็กอายุไม่เกิน 13 ปี ตามมาตรา 277 วรรคสาม ประกอบมาตรา 283 ทวิ วรรคสอง, ฐานหน่วงเหนี่ยวกักขังผู้อื่นให้ปราศจากเสรีภาพ ตามมาตรา 310 วรรคแรกและฐานฆ่าผู้อื่นโดยทรมานหรือทารุณโหดร้ายและเพื่อปกปิดความผิดของตนฯตาม มาตรา 289 (5)(7)

จึงพิพากษาให้จำคุกฐานพรากเด็กอายุไม่เกิน 15 ปีไปจากผู้ปกครองฯ เป็นเวลา 4 ปี 6 เดือน และจำคุกตลอดชีวิตฐานฆ่าผู้อื่นโดยทรมานตามที่ศาลชั้นต้นพิพากษา ส่วนความผิดฐานพยายามชำเราเด็กอายุไม่เกิน 13 ปีฯ ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้จำคุก 8 ปี โดยให้เพิ่มโทษกึ่งหนึ่งเป็นเวลาอีก 4 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 93 ( 10) ที่บัญญัติให้ศาลพิพากษาเพิ่มโทษความผิดเกี่ยวกับเพศที่ผู้กระทำผิดนั้นได้กระทำผิดซ้ำ จึงให้จำคุกจำเลยฐานพยายามชำเราเด็กอายุไม่เกิน 13 ปีฯ รวมเป็นเวลา 12 ปี ซึ่งจำเลยให้การรับสารภาพจึงเห็นควรลดโทษให้กึ่งหนึ่งคงจำคุกความผิดนี้เป็นเวลา 6 ปี แต่เมื่อรวมโทษทุกกระทงความผิดแล้วคงจำคุกจำเลยไว้ตลอดชีวิต

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับการฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ในวันนี้ญาติของเด็กหญิงผู้เสียหายไม่ได้เดินทางมา มีเพียงตัวจำเลยที่เจ้าหน้าที่ได้เบิกตัวมาฟังคำตัดสินเพียงคนเดียว