ปปง.สั่งอายัด 17 ล้าน สาวลูกจ้าง สนง.พระคลังข้างที่ ปลอมลายเซ็น 2 องคมนตรีถอนเงินทุนพระราชทานมูลนิธิอานันทมหิดล เสียหายกว่า 56 ล้าน
เมื่อวันที่ 12 มีนาคม ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) ได้เผยแพร่คำสั่งคณะกรรมการธุรกรรมที่ ย.34/2562 ด้วยสํานักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (สํานักงาน ปปง.) ได้รับรายงานจากกองบังคับการปราบปราม ตามหนังสือที่ ตช 0026.2/4668 ลงวันที่ 28 พฤศจิกายน 2561 เรื่อง รายงานความผิดมูลฐานตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 และหนังสือที่ ตช 0026.2/4726 ลงวันที่ 7 ธันวาคม 2561 เรื่องรายงานความผิดมูลฐาน ตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 เพิ่มเติม ซึ่งเป็นกรณีมีพฤติการณ์ แห่งการกระทําความผิดเกี่ยวกับการปลอมเอกสารสิทธิตามประมวลกฎหมายอาญาอันมีลักษณะเป็นปกติธุระ และความผิดเกี่ยวกับการลักทรัพย์ตามประมวลกฎหมายอาญาอันมีลักษณะเป็นปกติธุระ กล่าวคือ เมื่อวันที่ 27 เมษายน 2561 นางสาวณิชาพัชร นุ่มเมือง ซึ่งเป็นลูกจ้างท้ายที่นั่งสํานักงานพระคลังข้างที่ มีหน้าที่ทําบัญชีรายรับรายจ่ายของมูลนิธิอานันทมหิดล ได้จัดทําบันทึกการขออนุมัติจ่ายเงินพระราชทานทุนส่งเสริมบัณฑิตและใบถอนเงิน เพื่อเสนอนายเกษม วัฒนชัย และนายพลากร สุวรรณรัฐ องคมนตรี ลงนามในบันทึกการขออนุมัติจ่ายเงินและใบถอนเงินจากบัญชีมูลนิธิอานันทมหิดล ธนาคารไทยพาณิชย์ จํากัด (มหาชน) สาขาสํานักพระราชวัง (สนามเสือป่า) เลขที่บัญชี 401-061917-8 เพื่อมอบให้กับผู้รับทุน ซึ่งหลังจากนายเกษม วัฒนชัย และนายพลากร สุวรรณรัฐ องคมนตรี ลงนามในบันทึกการขออนุมัติจ่ายเงินและใบถอนเงินดังกล่าวแล้ว นางสาวณิชาพัชร นุ่มเมือง ได้ทําการแก้ไขใบถอนเงินดังกล่าว โดยพิมพ์แก้ไขเพิ่มเติม จํานวนเงินในใบถอนเงิน หรือทําการปลอมลายมือชื่อนายเกษม วัฒนชัย และนายพลากร สุวรรณรัฐ องคมนตรี ในใบถอนเงิน ซึ่งเป็นการปลอมเอกสารสิทธิ
จากนั้นนางสาวณิชาพัชร นุ่มเมือง ได้นําใบถอนเงินดังกล่าว ไปถอนเงินจากธนาคารไทยพาณิชย์ จํากัด (มหาชน) พร้อมสมุดคู่ฝากของมูลนิธิอานันทมหิดล ระหว่างวันที่ 27 เมษายน 2553 ถึงวันที่ 12 กันยายน 2561 ซึ่งทําให้ธนาคารไทยพาณิชย์ จํากัด (มหาชน) สาขาสํานักพระราชวัง (สนามเสือป่า) หลงเชื่อจึงให้นางสาวณิชาพัชร นุ่มเมือง ถอนเงินออกไป จากบัญชีเงินฝากมูลนิธิอานันทมหิดล จํานวน 56,610,783.60 บาท
หลังจากนั้น นางสาวณิชาพัชร นุ่มเมือง ได้เอาเงินดังกล่าวไปฝากเข้าบัญชีเงินฝากธนาคารต่างๆ ของเครือญาติและคนใกล้ชิด ในลักษณะร่วมกันกระทําผิดโดยแบ่งหน้าที่กันทําหรือโดยรู้ว่าทรัพย์นั้นได้มาจากการกระทําความผิด จากนั้นกลุ่มเครือญาติและคนใกล้ชิดดังกล่าว ได้โอนเงินเข้าบัญชีเงินฝากธนาคารไทยพาณิชย์ จํากัด (มหาชน) สาขาพระบรมมหาราชวัง เลขที่บัญชี 061-206241-4 ของนางสาวณิชาพัชร นุ่มเมือง ต่อไป
พนักงานสอบสวน ได้ดําเนินคดีอาญากับนางสาวณิชาพัชร นุ่มเมือง กับพวก เป็นสำนวนคดีอาญาที่ 67/2561 ว่านางสาวณิชาพัชร นุ่มเมือง กับพวก มีเจตนาทุจริต ร่วมกันกระทําผิดโดยแบ่งหน้าที่กันทําอันเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน โดยพนักงานสอบสวนแจ้งข้อกล่าวหานางสาวณิชาพัชร นุ่มเมือง ว่าปลอมและใช้เอกสารสิทธิปลอม ร่วมกันลักทรัพย์โดยร่วมกระทําความผิดด้วยกันตั้งแต่สองคนขึ้นไป ร่วมกันฉ้อโกง และสมคบกันฟอกเงิน อันเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 265 มาตรา 268 มาตรา 335 (7) มาตรา 341 พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 มาตรา 3 (18) มาตรา 5 (1) (2) (3) มาตรา 9 และมาตรา 60 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83
จากข้อเท็จจริงและพฤติการณ์ดังกล่าวข้างต้น รับฟังได้ว่านางสาวณิชาพัชร นุ่มเมือง กับพวก มีการกระทําความผิดอันมีลักษณะเป็นการปลอมเอกสารสิทธิ ลักทรัพย์ และฉ้อโกงตามประมวลกฎหมายอาญาอันมีลักษณะเป็นปกติธุระ อันเข้าลักษณะเป็นความผิดมูลฐาน ตามมาตรา 3 (14) และ 3 (18) แห่งพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 และกรณีมีเหตุอันควรเชื่อได้ว่านางสาวณิชาพัชร นุ่มเมือง กับพวก ได้ไปซึ่งทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดดังกล่าว
ในการนี้ เพื่อประโยชน์ในการปฏิบัติตามกฎหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน ในการประชุมคณะกรรมการธุรกรรม ครั้งที่ 22/2561 เมื่อวันที่ 17 ธันวาคม 2561 ที่ประชุมมีมติมอบหมายพนักงานเจ้าหน้าที่เพื่อดําเนินการตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 ประกอบกับคําสั่งเลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน ที่ ม.1/2562 ลงวันที่ 7 มกราคม 2562 เรื่อง มอบหมายพนักงานเจ้าหน้าที่ตรวจสอบธุรกรรม หรือทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทําความผิด รายนางสาวณิชาพัชร นุ่มเมือง กับพวก พนักงานเจ้าหน้าที่ได้ดําเนินการตรวจสอบรายงานการทําธุรกรรมหรือข้อมูลเกี่ยวกับการทําธุรกรรมของบุคคลดังกล่าวแล้ว ปรากฏหลักฐานเป็นที่เชื่อได้ว่านางสาวณิชาพัชร นุ่มเมือง กับพวก มีพฤติการณ์แห่งการกระทําอันเข้าลักษณะ เป็นความผิดมูลฐานตามมาตรา 3 (14) และ (18) แห่งพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 หรือเป็นผู้ซึ่งเกี่ยวข้องหรือเคยเกี่ยวข้องสัมพันธ์กับผู้กระทําความผิดมูลฐานหรือความผิดฐานฟอกเงิน
และจากการตรวจสอบข้อมูลการทําธุรกรรมหรือทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทําความผิด รวมทั้งจากการรวบรวมพยานหลักฐาน ปรากฏว่าบุคคลดังกล่าวได้ไปซึ่งทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทําความผิด จํานวน 15 รายการ พร้อมดอกผล และเนื่องจากทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทําความผิดในคดีนี้ เป็นสังหาริมทรัพย์ ประเภทรถยนต์ รถจักรยานยนต์ อันเป็นทรัพย์สินที่ปรากฏหลักฐานในทางทะเบียน ในการควบคุมการเสียภาษีหรือการเป็นผู้ครอบครองทรัพย์สินดังกล่าว โดยผู้มีชื่อเป็นผู้ครอบครองอาจดําเนินการโอนเปลี่ยนแปลงชื่อผู้มีสิทธิครอบครองในทางทะเบียนได้โดยง่าย และอสังหาริมทรัพย์ประเภทที่ดิน ตามโฉนดที่ดิน พร้อมสิ่งปลูกสร้าง และห้องชุด อันเป็นทรัพย์สินที่ปรากฏหลักฐานในทางทะเบียนในการเป็น ผู้ถือกรรมสิทธิ์ โดยผู้มีชื่อเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ อาจดําเนินการทางนิติกรรมโอนเปลี่ยนแปลงชื่อผู้ถือกรรมสิทธิ์ ในทางทะเบียนได้ หากมิได้มีการออกคําสั่งให้ยึดและอายัดทรัพย์สินดังกล่าวไว้ชั่วคราว เมื่อเจ้าของหรือผู้มีส่วนได้เสียหรือผู้มีสิทธิในทรัพย์สินดําเนินการโอน จําหน่าย ยักย้าย ปกปิด หรือซ่อนเร้นทรัพย์สินดังกล่าวไปเสีย และหากต่อมาศาลได้มีคําสั่งให้ทรัพย์สินดังกล่าวตกเป็นของแผ่นดิน สํานักงาน ปปง. อาจไม่สามารถติดตามทรัพย์สินดังกล่าวกลับคืนมาได้ จึงเป็นกรณีที่มีเหตุอันควรเชื่อได้ว่านางสาวณิชาพัชร นุ่มเมือง กับพวก ได้ไปซึ่งทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทําความผิดและอาจมีการโอน จําหน่าย ยักย้าย ปกปิด หรือซ่อนเร้นเสียทรัพย์สินดังกล่าว
อาศัยอํานาจตามความในมาตรา 34 (3) และมาตรา 48 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 และที่แก้ไขเพิ่มเติม มติคณะกรรมการธุรกรรมในการประชุม ครั้งที่ 2/2562 เมื่อวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2562 และระเบียบคณะกรรมการธุรกรรมว่าด้วยการรับเรื่อง การตรวจสอบ การพิจารณาดําเนินการ และการควบคุมตรวจสอบการปฏิบัติงานของพนักงานเจ้าหน้าที่ ตามกฎหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2556 ข้อ 25 คณะกรรมการธุรกรรม จึงมีคําสั่งยึดและอายัดทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทําความผิดไว้ชั่วคราว จํานวน 15 รายการ พร้อมดอกผล มีกําหนดไม่เกิน 90 วัน กล่าวคือ มีคําสั่งให้ยึดทรัพย์สิน จํานวน 9 รายการ ได้แก่ รายการที่ 1 ถึงรายการที่ 9 นับตั้งแต่วันที่คณะกรรมการธุรกรรมมีมติ กล่าวคือ นับตั้งแต่วันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2562 ถึงวันที่ 12 พฤษภาคม 2562 และมีคําสั่งให้อายัดทรัพย์สิน จํานวน 6 รายการ ได้แก่ รายการที่ 10 ถึงรายการที่ 15 นับตั้งแต่วันที่คณะกรรมการธุรกรรมมีมติ กล่าวคือ นับตั้งแต่วันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2562 ถึงวันที่ 12 พฤษภาคม 2562 โดยมีรายการทรัพย์สินที่ยึดและอายัดปรากฏตามบัญชีทรัพย์สินแนบท้ายคําสั่งนี้
ทั้งนี้ ให้รวมถึงเงินหรือทรัพย์สินที่ได้มาจากการจําหน่าย จ่าย โอนด้วยประการใดๆ ซึ่งทรัพย์สินดังกล่าวหรือสิทธิเรียกร้องหรือผลประโยชน์หรือดอกผลของเงินหรือทรัพย์สินดังกล่าวด้วย
ในกรณีผู้ซึ่งถูกยึดและอายัดทรัพย์สินตามคําสั่งนี้หรือผู้มีส่วนได้เสียในทรัพย์สินดังกล่าว ประสงค์จะขอให้มีการเพิกถอนคําสั่งยึดและอายัดทรัพย์สินดังกล่าวนั้น ให้ยื่นคําขอต่อเลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินพร้อมด้วยหลักฐานที่เกี่ยวข้องที่แสดงว่าเงินหรือทรัพย์สินที่ถูกยึด และอายัดดังกล่าวนั้น มิใช่ทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทําความผิดภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ได้รับแจ้งหรือทราบคําสั่งนี้
อนึ่่งการยักย้าย ทําให้เสียหาย ทําลาย ซ่อนเร้น เอาไปเสีย ทําให้สูญหายหรือทําให้ไร้ประโยชน์ ซึ่งทรัพย์สินที่เจ้าพนักงานยึดหรืออายัดไว้หรือที่ตนรู้หรือควรรู้ว่าจะตกเป็นของแผ่นดิน อาจมีความผิดทางอาญาและต้องระวางโทษตามนัยมาตรา 65 แห่งพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542
สั่ง ณ วันที่ 27 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2562
ผู้สื่ข่าวรายงานว่า สำหรับทรัพย์สินที่ ปปง.อายัด ประกอบด้วยทรัพย์สินที่อยู่ในชื่อของบุคคล จำนวน 7 คน 15 รายการ มูลค่า 17,555,000 บาทประกอบด้วย 1.รถยนต์ยี่ห้อโตโยต้า คัมรี ในชื่อ น.ส.ณิชาพัชร นุ่มเมือง ราคา 700,000 บาท 2.รถยนต์ยี่ห้อ GM ในชื่อ น.ส.วริสรา ขันทอง ราคา 400,000 บาท 3.รถจักรยานยนต์ ฮอนด้า SCOOPY I ในชื่อ น.ส.วริสรา ขันทอง ราคา 30,000 บาท 4.รถยนต์ยี่ห้อเมอร์เซเดสเบนซ์ ในชื่อ นายศักย์ปรีชา อัครยศพัชร์ ราคา 150,000 บาท 5.รถยนต์ ยี่ห้อเมอร์เซเดสเบนซ์ ในชื่อ นายจิรวัฒน์ กิจสมานมิตร ราคา 1,400,000 บาท 6.รถยนต์ยี่ห้อ โตโยต้า COMMUTOR ในชื่อ นายจิรวัฒน์ กิจสมานมิตร ราคา 900,000 บาท 7.รถยนต์ยี่ห้อ โตโยต้า ยาริส ในชื่อ พ.อ.สุวิทย์ จุดศรี ราคา 250,000 บาท 8.รถยนต์โตโยต้า คัมรี ในชื่อ นายศรีเมือง นุ่มเมือง ราคา 250,000 บาท 9.รถยนต์โตโยต้า STARLET ในชื่อ นายประวิทย์ เฉลิมพันธ์ ราคา 40,000 บาท 10.โฉนดที่ดินและสิ่งปลูกสร้างเลขที่ 16/63 หมู่ที่ 5 เนื้อที่ 50 ตารางวา หมู่บ้านคณาสิริ ต.ดอนกลาง อ.บางกรวย จ.นนทบุรี ในชื่อ น.ส.ณิชาพัชร นุ่มเมือง ราคา 3,420,000 บาท
11.โฉนดที่ดิน เนื้อที่ 24 6/10 ตารางวา และสิ่งปลูกสร้างเลขที่ 48/438 หมู่ที่ 6 หมู่บ้านพฤกษาเน็ค ต.กระทุ่มล้ม อ.สามพราน จ.นครปฐม ในชื่อ นายศรีเมือง นุ่มเมือง และ น.ส.ณิชาพัชร นุ่มเมือง จำนองกับธนาคารอาคารสงเคราะห์ ราคา 615,000 บาท 12.ห้องชุดเลขที่ 170/9 อาคารชุดศาลายาคอนโด 1 ต.ศาลายา อ.พุทธมณฑล จ.นครปฐม เนื้อที่ 25.76 ตารางเมตร ในชื่อ นายประวิทย์ เฉลิมพันธ์ ราคา 1,200,000 บาท 13.ห้องชุด เลขที่ 170/10 อาคารชุดศาลายาคอนโด 1 ต.ศาลายา อ.พุทธมณฑล จ.นครปฐม เนื้อที่ 25.76 ตารางเมตร ในชื่อ นายประวิทย์ เฉลิมพันธ์ ราคา 1,200,000 บาท 14.ห้องชุดเลขที่ 142/627 อาคารชุดฟิวส์เซนเซ ถ.พุทธมณฑลสาย 2 บางแคเหนือ เขตบางแค กรุงเทพฯ เนื้อที่ 31.43 ตารางเมตร ในชื่อ นายศักย์ปรีชา อัครยศพัชร์ ผู้ขายฝาก นายกิตติภพ วัชรวสุนธรา ราคา 3,000,000 บาท 15.ที่ดินตามโฉนด ต.ทวีวัฒนา เขตทวีวัฒนา กรุงเทพฯ เนื้อที่ประมาณ 1 งาน พร้อมสิ่งปลูกสร้าง เลขที่ 62/28 หมู่บ้านสินพัฒนาธานี ในชื่อ นายศักย์ปรีชา อัครยศพัชร์ ผู้ขายฝาก นายเถลิงเกียรติ บุญเจริญพรสุข และนายสมศักดิ์ เตโชธำรงสิน ราคา 4,000,000 บาท
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ปปง.ประกาศให้ผู้เสียหายที่ได้รับความเสียหายในทางทรัพย์สินจากการกระทำความผิดมูลฐานของ น.ส.ณิชาพัชร ยื่นคำร้องพร้อมหลักฐานแสดงรายละเอียดความเสียหาย และมูลค่าความเสียหายที่ได้รับเพื่อขอคุ้มครองสิทธิต่อ ปปง.ภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษา วันที่ 21 ก.พ.2562
อ่านรายละเอียด คำสั่งคณะกรรมการธุรกรรมที่ ย.34/2562


