การทุจริตคิดคดนั้นเริ่มจากเรื่องเล็กน้อยที่อาจนับเป็นทรัพย์ไม่ได้ ต่อเมื่อผ่านประสบการณ์ด้านความรู้สึก “อยาก” บ่อยๆ เข้า มีโอกาสบ่อยๆ ขึ้น
คนเราจึงขยับไปทำเรื่องที่ใหญ่ขึ้น
คนที่มีเกียรติ มีอำนาจ มีทรัพย์สมบัติมากอยู่แล้ว หรือเราอาจจะเรียกว่า “คนใหญ่” สามารถทำความเสียหายในด้านฉ้อฉลคดโกงทุจริตได้มากกว่าคนที่ไม่มีเกียรติ ไม่มีอำนาจ คนจน หรือ “คนเล็ก”
ความไม่ซื่อตรง การคดโกง การทุจริตคอร์รัปชั่นจึงมีตั้งแต่เรื่องเล็กๆ ไปจนถึงเรื่องใหญ่
มีทั้งเรื่องที่โกงเฉพาะโอกาสเป็นครั้งคราว ไปจนถึงเรื่องที่โกงกันอยู่เป็นประจำ โกงทุกวัน ทำทุกเดือน ทำทุกปี หรือทำกันตลอดชีพ
สามารถตั้งข้อสมมติฐานได้เลยว่า การทุจริตคอร์รัปชั่นในประเทศไทยนั้น มีครบเครื่อง มีหลากหลาย มีมากมาย กว้างขวาง ทั้งซับซ้อนและไม่ซับซ้อน ด้วยเหตุที่ “ปัจจัยแวดล้อม” ด้านสังคมและวัฒนธรรมเอื้ออำนวย
คนที่พูดเรื่อง “สุจริต” มักมีเกียรติมาก มีบารมีมาก มีชื่อเสียงมาก มีอำนาจมาก แต่คนที่ใหญ่มาก ควรจะถูกตั้งข้อสงสัยมากที่สุด ส่วนคนเล็กๆ คนด้อยโอกาส คนไม่มีชื่อ ไม่มีเกียรติ ไม่มีบารมีอำนาจ แม้จะ “ลงมือฉ้อฉล” หรือคดโกง ก็มักไม่ใหญ่ยิ่งอลังการ
ปัญหามีอยู่ว่า การบังคับใช้กฎหมายกับเจ้าพนักงานของรัฐผู้มีหน้าที่เกี่ยวข้อง มักจับได้ไล่ทันก็แต่เฉพาะหางแถวที่โกงดื้อๆ ด้านๆ ไม่ถึงขั้น “ชำนาญการพิเศษ”
งบประมาณแผ่นดินที่รั่วไหล ทรัพย์สมบัติของหลวงมากมาย จึงมักตกอยู่ในความครอบครองของ “ผู้มีบารมี”
ผู้คนธรรมดาที่ไร้บุญวาสนา ไม่มีอำนาจไม่มีหน้าที่ ใครจะมือยาวสาวงบประมาณแผ่นดินทรัพย์สมบัติหลวงเอามาได้
คิดจะปราบปรามการทุจริตคอร์รัปชั่นให้สิ้นซาก จึงต้องวางกลยุทธ์
ต้องเริ่มสะสางภาคราชการ
เพ่งเล็ง จับตา ตั้งข้อสันนิษฐาน และสังเกตพฤติการณ์ สอดส่องความเคลื่อนไหว และการใช้ชีวิตของ “คนใหญ่” ไม่ใช่คนเล็กที่ไร้พลานุภาพ !?!!

