เมื่อวันที่ 16 เม.ย. นายโกศลวัฒน์ อินทุจันทร์ยง รองโฆษกสำนักงานอัยการสูงสุดกล่าวถึงกรณีการเยียวยาความเสียหายของนายสมชาย เวโรจน์พิพัฒน์ ผู้ต้องหาขับรถชน พ.ต.ท.จตุพร งามสุวิชชากุล รอง ผกก.(สอบสวน) กก.2 บก.ป.ผู้ขับขี่เสียชีวิต หรือรองตี๋ พร้อม นางนุชนาฎ งามสุวิชชากุล อายุ 44 ปี ภรรยา ขณะที่ ด.ญ.พิชญาภา งามสุวิชชากุล อายุ 12 ปี ลูกสาวได้รับบาดเจ็บสาหัส
ว่าตามที่นายสมชาย ออกมาพูดยอมรับผิดว่าจะยอมชดใช้ทุกอย่างและจะยอมเลิกดื่มสุราตลอดชีวิตนั้น ก็นับว่าเป็นเรื่องที่ดี เพราะการยอมเสนอจำนวนค่าความเสียหายจนเป็นที่พอใจของฝ่ายผู้เสียหาย ก็นับเป็นเหตุบรรเทาโทษอย่างหนึ่งซึ่งศาลจะนำมาพิจารณาประกอบพฤติการณ์แห่งคดี นั้นในการทำคำพิพากษา ส่วนที่บอกว่าจะเลิกสุรานั้น ความจริงในโลกนี้เราจะห้ามใครกินเหล้าไม่ได้ แต่ขออย่างเดียวถ้าดื่มแอลกอฮอลล์อย่าขับรถ ซึ่งในส่วนของบุตรซึ่งยังเป็นผู้เยาว์ของพ.ต.ท.จตุพร การทำนิติกรรมสัญญา หนังสือประนีประนอมยอมความ โดยสภาพแล้วยังทำเองโดยลำพังไม่ได้ ต้องของอนุญาตศาลก่อนซึ่ง
เรื่องนี้หากทางญาติผู้เสียหายจะขอให้อัยการสำนักงานคุ้มครองสิทธิและช่วยเหลือประชาชนทางกฎหมาย ช่วยเหลือยื่นคำร้องต่อศาลได้ ไม่มีค่าใช้จ่าย ส่วนค่าสินไหมทางแพ่ง จะฟ้องเป็นคดีแพ่งฐานละเมิดก็ได้แต่ตรงนี้จะเป็นเหตุต้องเสียค่าธรรมเนียมศาลเว้นแต่จะขอยกเว้นตาม ป.วิเเพ่งแต่ถ้าเพื่อความสะดวก ก็ขอรวมในการเรียกค่าเสียหายในคดีอาญา ที่อัยการจะฟ้องนายสมชายไปเลยตาม ป.วิอาญา ม.44/1 เพื่อเรียกค่าเลี้ยงดู ค่าปลงศพ ค่ารักษาพยาบาล และอื่นๆโดยไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียมศาล และญาติอาจเข้ามาเป็นโจทก์ร่วมตาม ม. 30 ได้ด้วย หรือหากไม่เข้าเป็นโจทก์ร่วมก็ยังมีสิทธิขอเรียกค่าสินไหมตาม ม.44/1 ได้อยู่ดี ซึ่งอัยการจะมีหนังสือแจ้งญาติให้ทราบถึงสิทธิดังกล่าว
นายโกศลวัฒน์ ยังกล่าวว่า การจะยอมทำสัญญาประนีประนอมความ เป็นเรื่องที่ต้องระมัดระวังและต้องรักษาผลประโยชน์ของบุตรทั้ง 2 คนให้มากที่สุด ทราบมาว่าบุตรจะต้องไปโรงเรียนย่านสาทรเมื่อเปิดเทอม โดยปกติ พ.ต.ท.จตุพรจะขับรถออกจากบ้านย่านพุทธมณฑลสาย 4 ไปส่งลูกกับภรรยา ต่อไปนี้ใครจะมารับส่ง ดังนั้นเด็กอาจต้องหาที่อยู่ใหม่ที่ใกล้โรงเรียน สิ่งเหล่านี้เป็นค่าใช้จ่ายที่เรียกร้องได้ทั้งสิ้น
ผู้สื่อข่าวถามว่า เรื่องเจตนาฆ่าโดยเล็งเห็นผล หากตำรวจยังยืนยันจะส่งสำนวนและความเห็นมายังอัยการในข้อหาฆ่าโดยเจตนา ป.อาญา ม.288 กับพยายามฆ่าตาม ม.288 ประกอบ 80 มาให้อัยการพิจารณาจะเป็นอย่างไร
นายโกศลวัฒน์ กล่าวว่า การสอบสวนการรวบรวมพยานหลักฐานการตั้งข้อหาเป็นดุลพินิจของพนักงานสอบสวน ก็ตั้งข้อหาเข้ามาได้แต่การสั่งคดี เป็นดุลพินิจเด็ดขาดของอัยการ หากอัยการมีข้อสงสัยก็อาจสั่งสอบเพิ่มเติมพยานบุคคลพยานแวดล้อมถึงประเด็นว่าฆ่าโดยเจตนาเล็งเห็นผลนั้นมัน มีพยานพิสูจน์ได้หรือไม่ อัยการเองแต่ละคนมีดุลยพินิจต่างกัน ศาลเองก็ยังมีถึง 3 ชั้น ดังนั้น เมื่อพนักงานสอบสวนจะมีความเห็นอย่างไรก็ส่งมาได้ แต่ในความเห็นในทางวิชาการ ในทางตำราที่เรียนกันมา เจตนาเล็งเห็นผลคือ ผู้กระทำมีเจตนาอย่างแน่วแน่ว่าจะทำให้เกิดผลร้ายขึ้นอย่างแน่นอน ไม่ใช่ว่าผลอาจจะเกิดหรือไม่เกิดก็เป็นได้ เล็งเห็นผลอาจจะต้องมีเจตนาชั่วร้าย จะเอาชีวิตผู้อื่นมาตั้งเเต่ทีเเรก ซึ่งกรณีเมาแล้วขับไปชนคนตายมันพิสูจน์อย่างนั้นยาก ยิ่งพยายามฆ่ายิ่งไกลเกินไปอีก เพราะพยายามฆ่าคือคิดตัดสินใจที่จะฆ่า มีการลงมือไปแล้วแต่กระทำไปไม่ตลอดหรือกระทำไปโดยตลอดแต่ไม่บรรลุผล ซึ่งตรงนี้ทำให้การสอบสวนจะยุ่งยากมีปัญหามาก
นายโกศลวัฒน์ กล่าวว่า ถ้าสังคมเห็นว่าโทษเบาไปทางออกในเรื่องนี้คือแก้ไขกฎหมาย อย่างที่เคยพูดไปเเล้วคือ คดีนี้พนักงานสอบสวนแจ้งข้อหาประมาทเป็นเหตุให้ถึงแก่ความตาย ม.291 กับประมาททำให้อันตรายสาหัส ม.300 ซึ่งมีโทษจำคุกไม่เกิน 10 ปี ส่วน ข้อหาฝ่าฝืน พ.ร.บ.จราจรฯ ม.43 เมาแล้วขับทำให้เขาตาย ลงโทษจำคุกขั้นต่ำ 3-10 ปี และปรับ จะเห็นว่าโทษตาม ป.อาญาไม่มีโทษขั้นต่ำแสดงว่าศาลอาจลงจำคุกวันเดียวก็ได้ ส่วน พ.ร.บ.จราจรมีโทษขั้นตำ ศาลจะลงโทษจำคุกน้อยกว่าโทษขั้นต่ำไม่ได้ คดีนี้เป็นกรรมเดียวผิดหลายบทให้ลงโทษบทหนักเพียงบทเดียวคือ พ.ร.บ.จราจรเมาแล้วขับทำให้เขาตาย
“ที่มีกระแสสังคมที่ว่า เมื่อมีคนดื่มสุราจนเมา ยังกล้านั่งบนที่นั่งคนขับสตาร์ตเครื่องจับพวงมาลัย เหยียบคันเร่งวิ่งไปบนถนนสาธารณะที่ทราบโดยวิญูญูชนทั่วไปว่าถนนนั้นมีประชาชนสัญจรตามปกติ หากขับไปชนเขาบนนถนนนั้นก็ย่อมมีคนเจ็บมีคนตาย เป็นผลธรรมดาย่อมเกิดขึ้นจากการเมาแล้วขับ ถือว่ามีเจตนาฆ่าโดยเล็งเห็นผลนั้น ตนเห็นว่า เรื่องนี้ยากจะพิสูจน์แน่นอน จึงเกิดกระแสความคิดทางนักวิชาการกฎหมายต่อไปอีกว่า เมื่อชีวิตต้องแลกด้วยชีวิต เมื่อความเสียหายมันมาก เมื่อสังคมเดือดร้อนเพราะคนตายเป็นหัวหน้าครอบครัว ลูกต้องกำพร้า ก็แก้โทษ ในกฎหมายเดิม คือแก้มาตรา 291 ให้มีโทษเท่าข้อหาฆ่า ตามมาตรา 288 เสียเลย คือ ต้องระหว่างโทษประหารชีวิตหรือจำคุกตลอดชีวิต หรือ 15 ปีขึ้นไป จะได้เกิดความชัดเจนในการใช้กฎหมายบังคับแก่คดี “ รองโฆษกอัยการกล่าว

