คืบคดีสุสานนั่งยาง ดาบโมทย์เปิดปากรับร่วมอุ้มเผาฆ่า

24.05.16 | 18:45 น.

วันที่ 24 พฤษภาคม เมื่อเวลา 10.30 น. ผู้สื่อข่าวรายงานถึงความคืบหน้าคดี “สุสานเผานั่งยาง” นางณี ยางขัน อายุ 75 ปี ชาวบ้าน บ.นาพา ม.4 ต.บ้านเหล่า อ.เพ็ญ จ.อุดรธานี พร้อมญาติเดินทางเข้าพบ พล.ต.ต.พีระพงศ์ วงษ์สมาน ผบก.ภ.จว.อุดรธานี เพื่อขอให้ตรวจเก็บดีเอ็นเอ นำไปเปรียบเทียบกับดีเอ็นเอกระดูกในสุสานเผานั่งยาง จากเหตุการณ์ที่นายทวี ยางขัน อายุ 49 ปี บุตรชาย ถูกนางมะลิวัลย์ โสภาราช อายุ 49 ปี อดีตลูกสะใภ้ ว่าจ้างให้ “ดาบโมทย์กับพวก” อุ้มไปฆ่าเมื่อปี 51


“ตำรวจได้จับกุมนางมะลิวัลย์ซึ่งให้การรับสารภาพว่า ได้จ้างให้อุ้มฆ่าสามีตัวเอง 100,000 บาท โดยหลอกให้สามีไปส่งหมูตอนหัวค่ำ มีพยานถูกผู้ชายพาขึ้นรถอีกคัน ตำรวจได้ดำเนินคดีลูกสะใภ้กับตำรวจ และทีมงาน 2 คน ตำรวจและทีมงานปฏิเสธ สู้คดีและพ้นข้อกล่าวหา เพราะไม่พบศพของนายทวี แต่คนจ้างวานศาลตัดสินจำคุก 37 ปี มาพบไม่ได้ มาขอให้รื้อคดี เพียงต้องการทราบว่า ใช่กระดูกของลูกชายที่หายตัวไปหรือไม่ จะได้นำไปทำบุญตามประเพณี รวมทั้งเรื่องเอกสารประกันชีวิต เพราะว่าทุกวันนี้ยังไม่มีการสั่งให้เป็นบุคคลสูญหาย เพราะยังหาศพเขาไม่พบ”  พล.ต.ต.พีระพงศ์กล่าว

พล.ต.ต.พีระพงศ์เปิดเผยว่า แม่ผู้ตายที่เป็นคดีมาตั้งแต่ปี 51 เชื่อว่าลูกชายถูกอุ้มหายตัวไป โดยลูกสะใภ้เป็นผู้ก่อเหตุ ซึ่งศาลตัดสินลงโทษลูกสะใภ้ไปแล้ว คดีก็ถือว่าจบไปแล้ว แต่จนถึงขณะนี้ก็ยังไม่พบศพลูกชาย จึงให้พนักงานสอบสวนสอบปากคำเพิ่มเติม รวมทั้งให้ตำรวจพิสูจน์หลักฐาน ตรวจเก็บดีเอ็นเอของแม่ผู้ตาย ส่งไปตรวจเปรียบเทียบกับดีเอ็นเอ พบในกระดูสุสานเผานั่งยาง ว่าจะตรงกันหรือไม่

“การตรวจหาดีเอ็นเอของกระดูกอีก 7 ชุด ระยะเวลาล่วงเลยกว่า 1 เดือนแล้ว คงจะไม่สามารถปั่นตรวจดีเอ็นเอได้ ส่วนจากการส่งตัวอย่างดีเอ็นเอไปตรวจเปรียบเทียบ 30 ราย ที่ไม่มีรายใดตรงกับดีเอ็นเอจากหลุมที่ 8 ยังเหลือญาติที่แจ้งความประสงค์จะตรวจดีเอ็นเออีกกว่า 10 ราย จากที่แจ้งความไว้รวมรายนี้ 42 ราย ซึ่งขณะนี้พนักงานสอบสวนยังรอญาติเข้ามาให้ปากคำเพิ่ม พร้อมตรวจเก็บดีเอ็นเอ เพื่อจะได้ส่งไปทำการตรวจสอบเพิ่มอีกชุดพร้อมกัน” พล.ต.ต.พีระพงศ์กล่าว

Advertisement

พล.ต.ต.พีระพงศ์กล่าวว่า วานนี้ พนักงานสอบสวนคดีฆ่านางบังอร ทองอ่อน นายทุนเงินกู้ ที่ถูกนำไปเผานั่งยางที่สุสานเผานั่งยาง ที่จับกุมนายบุญหนา ทองงาม รับสารภาพว่า ด.ต.ปราโมทย์ บุพศรี เป็นผู้บงการ โดยเดินทางไปแจ้งข้อกล่าวหา และสอบปากคำ ต่อหน้าทนายความ ที่เรือนจำกลางคลองไผ่ จ.นครราชสีมา ดาบโมทย์ให้การว่าไม่ได้เป็นผู้บงการ โดยนายบุญหนามาชักชวนก่อเหตุ เพราะเห็นว่านางบังอรพกเงิน และสวมทองจำนวนมาก จึงนัดกันยืมเงินนางบังอร ถ้าไม่ได้จะลงมือฆ่า พฤติการณ์ตรงกันว่า มีการร่วมกันก่อเหตุฆ่านางบังอรจริง ก็เป็นเรื่องที่พนักงานสอบสวนต้องดำเนินการต่อ

พล.ต.ต.พีระพงศ์กล่าวอีกว่า ซึ่งทางพนักงานสอบสวนจะต้องทำการรวบรวมหลักฐานต่อ เพื่อชั่งน้ำหนักว่าจะฟ้องผู้ใดในลักษณะคดีอย่างไร แต่ทั้งนี้คดีก็ยังต้องเดินหน้าต่อ ซึ่งเราก็ไม่ได้คาดหวังว่าดาบโมทย์จะรับว่าตัวเองเป็นผู้บงการ ซึ่งเรื่องนี้มันเป็นจิตสำนึกของคน ที่จำนนด้วยหลักฐาน แต่ก็ให้การรับสารภาพภายในเรือนจำ ที่เราไม่สามารถไปแตะเนื้อต้องตัวบังคับดาบโมทย์ได้ ซึ่งทั้งนี้ก็มีทนายความร่วมรับฟังการสอบสวนด้วย และเขาก็ปฏิเสธในคดีฆ่าคดีอื่น