วันที่ 25 พฤษภาคม 2559 ผู้สื่อข่าวรายงานถึงความคืบหน้าของคดีนายศรัณย์รัชต์ ซู่สั้น อายุ 20 ปี ผู้ต้องหาคดีฆ่าข่มขืน ด.ญ.เอ นามสมมุติ ด้วยการบังคับให้น้ำอัดลมที่น้องเอ ดื่มเข้าไปมีส่วนผสมของสารเมตแอมเฟตามีน จากนั้นได้กระทำการข่มขืนกระทำชำเราเป็นเหตุให้อวัยวะฉีกขาด อีกทั้งยังพบร่องรอยมีบาดแผลบริเวณทสารหนัก และเสียชีวิต แต่ต่อมาตรวจทางนิติวิทยาศาสตร์ ยืนยันว่าพ่อน้องเอ มีส่วนในการก่อคดีในครั้งนี้ด้วย ล่าสุดผู้ต้องหาในคดีนี้มี 2 คน ประกอบด้วย นายศรัณย์รัชต์ แต่ให้การปฎิเสธทุกข้อกล่าวหาและพ่อน้องเอ เบื้องต้นให้การรับสารภาพ
เมื่อเวลา 10.00 น. ที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.หนองตรุด ได้นำตัวพ่อน้องเอซึ่งตกเป็นผู้ต้องข่มขืนกระทำชำเราบุตรสาวของตัวเอง ซึ่งพักรักษาตัวอยู่ ณ โรงพยาบาลตรัง หลังจากที่ใช้เชือกจากกางเกงหวังผูกคอฆ่าตัวตาย ขณะถูกควบคุมตัวภายในห้องขัง สภ.เมือง ตรัง โดยในวันนี้ พนักงานสอบสวน สภ.หนองตรุด ได้นำตัว นายกิตติศักดิ์ ออกจากโรงพยาบาลตรัง เพื่อนำตัวไปฝากขังที่ศาลจังหวัดตรัง ในผัดแรกพร้อมคัดค้านการประกันตัว โดย นายกิตติศักดิ์ มีสีหน้าเครียดและวิตกกังวลเป็นอย่างมาก
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า อย่างไรก็ตาม ยังมีญาติฝ่ายฝ่ายของนายกิตติศักดิ์เอง เดินทางมาสอบถามอาการด้วยความเป็นห่วง พร้อมกล่าวแสดงความรู้สึกต่อเรื่องที่เกิดขึ้นว่า ทางญาติแท้ๆไม่อยากจะเชื่อต่อเรื่องที่เกิดขึ้น แต่หากเป็นเรื่องจริง ก็พร้อมจะยอมรับความจริง ขณะเดียวกันได้มีนักจิตเวชเข้าทำการสอบปากคำและตรวจสอบอาการ พร้อมให้ข้อมูลกับทางเจ้าหน้าที่ตำรวจว่า นายกิตติศักดิ์ อยู่ในอาการเครียดอย่างหนัก และพร้อมจะก่อเหตุฆ่าตัวตายซ้ำได้ตลอดเวลา จึงต้องให้เจ้าหน้าที่ดูแลอย่างใกล้ชิด
ขณะที่แม่ของ ด.ญ.เอ กล่าวว่า ตนพร้อมญาติได้เดินไปเยี่ยมสามีที่ รพ.ตรังแล้ว ได้พูดคุยสอบถามอาการ เบื้องต้นสามีมีอาการเครียดจัด พูดได้เป็นบางคำ เนื่องจากเจ็บคอ ที่รอบคอมีร่องรอยเชือก และได้ยืนยันว่าไม่ได้เป็นคนทำ โดยยืนยันต่อหน้าพี่น้องทุกคนที่ไปเยี่ยม แต่สารภาพเพราะถูกกดดันทั้งวันทั้งคืน
“ฉันตั้งข้อสังเกตว่าเรื่องที่เกิดขึ้นก็ไม่ใช่เรื่องจริง เพราะผลที่ออกมาไม่ใช่ผลจาก ม.อ. หลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์ในห้องนอนที่บ้านอาจเป็นของทั้งสามี ภรรยาและของ(ผู้ต้องหา) คนแรก และการที่สามีบอกว่าสารภาพคงได้รับความกดดันจากทางตำรวจอย่างมาก เขาอาจสารภาพด้วยความไม่มีสติ เพราะถูกกดดัน ส่วนเรื่องการยื่นเรื่องประกันตัวต้องปรึกษากับญาติๆก่อน”แม่ของ ด.ญ.เอ กล่าว
แม่ของ ด.ญ.เอ กล่าวอีกว่า ตนเชื่อในคำพูดลูกสาวก่อนตาย น้องบอกก่อนตายว่าคนทำเป็นใคร และได้ถามย้ำว่าพ่อทำน้องไหม ลูกสาวบอกว่าคนทำตัวโตกว่าพ่อ ลูกคนเล็กก็บอกได้ว่าใครทำพี่สาว แล้วทำไมคำให้การของลูกสองคนถึงไม่มีผลเลย ไม่เข้าใจคนตายบอก ต้องรอผลดีเอ็นเอเท่านั้น

