ชาวบ้านพิจิตร-เพชรบูรณ์ กว่า 300คนเข้าชื่อฟ้องศาลแพ่งเรียกค่าเสียหายเหมืองทองคำ

27.05.16 | 15:00 น.

เมื่อเวลา 10.00 น.วันที่ 27 พฤษภาคม ที่ศาลแพ่ง แผนกคดีสิ่งแวดล้อม ถนนรัชดาภิเษก นายผดุงศักดิ์ เทียนไพโรจน์ และนายสมชาย อามีน ทนายความจากสภาทนายความในพระบรมราชูปถัมภ์ เดินทางมาพร้อมชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบจากการทำเหมืองทอง จ.พิจิตรและเพชรบูรณ์ กว่า 30 คน ยื่นฟ้องบริษัท อัครารีซอร์สเซส จำกัด (มหาชน) เป็นจำเลย เรื่องละเมิด ตาม พ.ร.บ.ส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อม พ.ศ.2535 เรียกค่าเสียหายเป็นค่ารักษาพยาบาลการเจ็บป่วยมีสารพิษในร่างกาย, ค่าเสื่อมสุขภาพอนามัย, ค่าใช้จ่ายเพื่อดำรงชีพในครัวเรือน, ค่าขาดประโยชน์จากการใช้ทรัพยากรธรรมชาติ


โดยการฟ้องคดีดังกล่าวชาวบ้านผู้เสียหายมีภูมิลำเนาอยู่ ต.เขาเจ็ดลูก อ.ทับคล้อ จ.พิจิตร และ ต.ท้ายดง อ.วังโป่ง จ.เพชรบูรณ์ อาชีพทำนา รวมกว่า 300 คนได้ยื่นคำร้องขออนุญาตฟ้องคดีแบบกลุ่ม โดยมี น.ส.สื่อกัญญาหรือธัญญารัศมิ์ ธีระชาติดำรงหรือสินทรธรรมทัช หนึ่งในชาวบ้านผู้ได้รับผลกระทบ เป็นตัวแทนโจทก์ ยื่นฟ้องเรียกค่าเสียหาย 1,588,000 บาทพร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปีนับจากวันถัดฟ้อง (27 พฤษภาคม) และค่าเสียหายที่ชาวบ้านแต่ละรายได้รับผลกระทบอีก

นายผดุงศักดิ์กล่าวว่า วันนี้ได้นำผู้ได้รับผลกระทบจากเหมืองทองมายื่นฟ้องเพื่อเรียกค่าเสียหาย รายละประมาณ 1,500,000 บาท โดยมีผู้เสียหายที่ร่วมกันยื่นฟ้องในสำนวนวันนี้แล้วกว่า 300 คน ซึ่งศาลนัดไต่สวนคำร้องว่าจะรับเป็นคดีแบบกลุ่มไว้พิจารณาหรือไม่ ในวันที่ 8 กรกฎาคมนี้ ขณะที่อนาคตคาดว่าจะมีผู้เสียหายทยอยมายื่นฟ้องเพิ่มอีกหลายคน

ขณะที่นายสมชายกล่าวเพิ่มเติมว่า เป็นที่ทราบกันดีว่ามีมติ ครม.ไม่ให้มีการต่ออนุญาตสัมปทานภายในสิ้นปีนี้ ซึ่งสัญญาสิ้นสุดสัมปทานแร่ของบริษัทได้หมดอายุในวันที่ 13 พฤษภคม 2559 ซึ่งได้มีการต่ออายุออกไปอีก 7 เดือน จึงเกรงว่าอาจจะมีการเร่งการทำเหมืองทองมากกว่าปกติและเกิดผลกระทบ และถ้าหากมีสถานการณ์เช่นนั้นเกิดและมีข้อเท็จจริง เราอาจจะมีการขอศาลให้คุ้มครองชั่วคราวเพื่อป้องกันการได้รับผลกระทบดังกล่าว ในส่วนผู้เสียหายที่มาเรียกร้องในวันนี้เป็นผู้ที่ได้รับผลกระทบต่อการทำเหมืองทอง มีผลการตรวจเลือดพบว่ามีโลหะในเลือดมากเกินปกติกว่า 400 คน แต่การฟ้องคดีแบบกลุ่มจะเป็นการฟ้องในลักษณะมีโจทก์เป็นตัวแทนเพียงคนเดียว ส่วนสุดท้ายแล้วหากศาลมีคำสั่งให้จำเลยชดใช้ ผู้เสียหายแต่ละคนจะได้ค่าเสียหายไม่เท่ากันแล้วแต่ศาลจะพิจารณาถึงผลกระทบของแต่ละคนที่ได้รับ และในการฟ้องคดีในวันนี้ไม่ได้ไปกล่าวหาว่าเหมืองทองดังกล่าวมีการปล่อยสารพิษเป็นอันตรายต่อชาวบ้าน แต่จะนำสืบถึงผลกระทบที่ชาวบ้านได้รับผลกระทบให้ศาลเห็น และในท้ายฟ้องเราได้ขอให้ศาลมีคำสั่งให้บริษัทดังกล่าวจ่ายเงินเข้ากองทุนเพื่อพัฒนาฟื้นฟูสภาพแวดล้อมจำนวน 50 ล้านบาทอีกด้วย ซึ่งในคดีที่มีลักษณะคล้ายกันศาลได้เคยมีคำพิพากษาสั่งให้มีการจ่ายเงินในลักษณะนี้มาก่อนแล้วด้วย

Advertisement