‘บิ๊กตู่’ห่วงกำชับทำตามขั้นตอนกฎหมาย – เผย 2-3 สัปดาห์สรุป สำนวน’ธัมมชโย’ส่งอัยการ

27.05.16 | 15:21 น.

‘บิ๊กตู่’ห่วงกำชับทำตามขั้นตอนกฎหมาย รมว.ยธ.เผย 2-3 สัปดาห์สำนวน’ธัมมชโย’ส่งอัยการ ระบุขอหมายค้นแน่ เล็งเอาผิดคนให้ที่พักพิง-ขัดขวาง


เมื่อเวลา 13.00 น. วันที่ 27 พฤษภาคม ที่กระทรวงยุติธรรม (ยธ.) พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม กล่าวถึงกรณีการดำเนินการกับพระธัมมชโย เจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย หลังถูกศาลออกหมายจับในข้อหาสมคบกันฟอกเงินและร่วมกันฟอกเงิน และร่วมกันรับของโจร และเมื่อวันที่ 26 พฤษภาคมที่ผ่านมา ไม่เดินทางมารับทราบข้อกล่าวหา ว่า ไม่ได้ต้องการแถลงข่าวให้เป็นประเด็นใหญ่โต เพียงแต่มีผู้สื่อข่าวมาสอบถาม จึงอยากชี้แจงให้ทราบว่า เมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมา พ.ต.อ.ไพสิฐ วงศ์เมือง อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ได้รายงานผลการประชุมหารือ ซึ่งมีหลายฝ่ายเข้าร่วมประชุม เพื่อกำหนดมาตรการดำเนินการกับพระธัมมชโยให้ตนทราบ หลังเมื่อวันที่ 26 พฤษภาคมที่ผ่านมา ไม่มารับทราบข้อกล่าวหา

พล.อ.ไพบูลย์ กล่าวว่า โดยคณะพนักงานสอบสวนได้กำหนดแนวทางการปฏิบัติ คือ 1.การทำแผนจับกุมพระธัมมชโยภายในวัดพระธรรมกาย ตามหมายจับ หากจำเป็นต้องปฏิบัติการ 2.ให้พนักงานสอบสวนส่งหมายจับให้กับเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองและตำรวจ เพื่อให้ดำเนินการตามหายจับหากใครพบพระธัมมชโยก็สามารถจับกุมได้ทันที 3.ทำหนังสือถึงฝ่ายปกครองคณะสงฆ์ทุกระดับชั้น พร้อมทั้งชี้แจงรายละเอียดให้ทราบเกี่ยวกับคดีดังกล่าวมีอะไรเกิดขึ้น ซึ่งก็เกี่ยวโยงกับการใช้สถานที่ราชการ หรือวัดของคณะสงฆ์เป็นที่ขัดขวางการปฏิบัติหน้าที่ ซึ่งคณะสงฆ์ก็ต้องพิจารณาเรื่องนี้ด้วย 4.จะใช้ กฎหมายมาตรา 189 ว่าผู้ใดที่ช่วยเหลือหรือให้ที่พักพิงก็จะถูกดำเนินคดี และ 5.เร่งรัดคดีดังกล่าวให้เสร็จโดยเร็ว เพราะคดีนี้เกี่ยวเนื่องเกี่ยวโยงกับหลายคน ซึ่งพนักงานสอบสวนคาดว่าจะใช้ระยะเวลา 2-3 สัปดาห์ ไปให้อัยการพิจารณา

พล.อ.ไพบูลย์ กล่าวต่อว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. ได้แสดงความห่วงใยในเรื่องนี้ โดยกำชับให้พนักงานสอบสวนดำเนินการตามขั้นตอนกฎหมายปกติทั่วไป แต่อย่าให้ขยายขอบเขตเป็นเรื่องอื่น เพราะจะทำให้การแก้ไขปัญหายากขึ้น ดังนั้น เมื่อพนักงานสอบสวนได้ดำเนินการตามอำนาจหน้าที่แล้วมีคนขัดขวางที่จะไม่ปฏิบัติตามกฎหมายและทำให้เกิดความวุ่นวายหรือเสียหายร้ายแรงเกินกว่าจะควบคุมได้ ก็ไม่คุ้มค่าที่เราจะทำเช่นนั้น อย่างไรก็ตาม แผนการจับกุมมันก็ยังไม่ดำเนินการเราก็ได้แต่เพียงคาดเดาว่ามันจะเกิดขึ้นหรือไม่ ก็ต้องรอให้เจ้าหน้าที่ไปกำหนดตามแผนของเขา และประเมินสถานการณ์ว่าจำเป็นจะต้องเข้าไปจับกุมตามกฎหมายได้หรือไม่

Advertisement

เมื่อถามถึงภาพที่มีการนำรถแบคโฮมาปิดประตูวัดนั้น พล.อ.ไพบูลย์ กล่าวว่า เรื่องดังกล่าวถือเป็นสิ่งบอกเหตุว่ามีพฤติกรรมส่อไปถึงอะไร สังคมต้องเป็นผู้ใช้ดุลยพินิจ  รวมถึงกรณีที่มีการตั้งข้อสังเกตว่าเป็นการแสดงอิทธิพลหรือไม่  ขอย้ำว่าเจ้าหน้าที่ทำตามกฎหมายมาตลอด แต่กฎหมายก็มีขั้นตอนเพราะเป็นเรื่องละเอียดอ่อน  เจ้าหน้าที่ต้องใช้ความระมัดระวัง หากทำสิ่งใดเร็วเกินไปก็จะกลายเป็นการสร้างปัญหา หลายเหตุการณ์การกระทำของเจ้าหน้าที่  กลายเป็นการสร้างเงื่อนไข  การกำหนดเหตุการณ์บ้างครั้งไม่ได้ขึ้นอยู่กับเจ้าหน้าที่รัฐเพียงอย่างเดียว แต่ขึ้นอยู่กับบุคคลที่จะเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมด้วย เจ้าหน้าที่มีพัฒนาการไปทีละขั้น เริ่มต้นจากการให้ความเป็นธรรม ให้เวลาดำเนินการแบบยืดหยุ่นผสมผสาน แต่ไม่สามารถบังคับองค์กรสงฆ์ได้
               
“เราให้ความร่วมมือตามที่ถูกร้องขอคนที่มาติดต่อคือทนาย  วานนี้ก็เป็นการทำตามที่ร้องขอ แต่ก็มีการบิดพลิ้ว ซึ่งไม่ได้เกิดจากเจ้าหน้าที่  เราไม่สามารถไปทราบวิธีคิดของผู้ต้องหา  เหมือนการจับผู้ร้ายมันก็ไม่รอให้จับ  เพราะมีมือ มีตีน ถึงเวลาก็วิ่งหนี เราพยายามทำให้เหมือนผู้ต้องหาปกติ  แต่อาจเค้าอาจมีศักยภาพบางอย่าง  หากจับไม่ได้ก็ต้องชี้แจงให้สังคมเข้าใจ เพราะทุกคนไม่อยากให้เกิดเหตุปะทะวุ่นวาย” พล.อ.ไพบูลยกล่าว
               
ผู้สื่อข่าวถามว่า จะมีการขอหมายค้นหรือไม่ พล.อ.ไพบูลย์ กล่าวว่า สำหรับหมายค้นนั้นขึ้นอยู่กับว่าคณะพนักงานสอบสวนจะไปขอเมื่อไหร่ และขึ้นอยู่กับศาลว่าจะอนุมัติหมายค้นให้หรือไม่ เพราะต้องทำรายละเอียดและเหตุผลให้ศาลพิจารณา อีกทั้งจะต้องมีการกำหนดสถานที่ว่าจะเข้าตรวจค้นตรงไหนบ้าง ทั้งนี้ เข้าใจว่าคงจะต้องทำ เพราะการเตรียมการพร้อมแล้ว แต่เราไม่รู้ว่าสถานการณ์เอื้อที่จะเข้าไปดำเนินการได้หรือไม่ ดังนั้น การเตรียมการเรื่องหมายค้นจะต้องเตรียมไว้ก่อนเลย ส่วนจะได้หมายค้นหรือไม่ก็แล้วแต่ดุลยพินิจของศาล ซึ่งตรงนี้ตนไม่สามารถตอบได้ ถ้าไม่ให้ก็ต้องเข้าไปดำเนินการตามหมายจับอย่างเดียว

“การกำหนดสถานการณ์มันไม่ได้อยู่ที่เจ้าหน้าที่ มันอยู่กับคนที่อยู่ในกระบวนการยุติธรรม ซึ่งเจ้าหน้าที่ก็ไม่สามารถไปกำหนดอย่างที่พวกเราอยากจะได้ แต่ผมเชื่อว่าที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่ได้พัฒนาขีดการทำงานไปทีละขั้น ให้ความยุติธรรมหรือไม่ เป็นขั้นเป็นตอนหรือไม่ ให้ความยืดหยุ่นหรือไม่ และมีการใช้รัฐศาสตร์ผสมผสานหรือไม่ ซึ่งพวกเราต้องดูตรงนี้” พล.อ.ไพบูลย์ กล่าว

ผู้สื่อข่าวถามถึงกรณี นพ.มโน เลาหวนิช อดีตพระลูกวัดพระธรรมกาย เสนอให้คณะพนักงานสอบสวนทำหนังสือถึงสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ หรือสมเด็จช่วง เจ้าอาวาสวัดปากน้ำภาษีเจริญ ผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช เพื่อให้พูดคุยกับพระธัมมชโย พล.อ.ไพบูลย์ กล่าวว่า ได้ทำหนังสือไปแล้ว ทั้งนี้ เมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมา ได้แนะนำอธิบดีดีเอสไอเองว่าเคยคิดถึงเรื่องการแจ้งผู้ปกครองคณะสงฆ์หรือไม่ เนื่องจากตนป็นทหารเวลาเกิดเหตุการณ์อะไรก็จะแจ้งไปยังหน่วยงานต้นสังกัดให้ช่วยดำเนินการตามกฎหมาย ทั้งนี้ คดีแบบนี้เคยมีการทำมาก่อนแล้ว

ผู้สื่อข่าวถามว่า การกระทำของพระธัมมชโยเข้าข่ายเป็นผู้มีอิทธิพลหรือไม่ พล.อ.ไพบูลย์กล่าวว่า ก็ขึ้นอยู่กับการจำกัดความของแต่ละคน ว่าผู้มีอิทธิพลคืออะไร