ดีเอสไอ-อินเตอร์โพล รวบผู้ต้องหา อนาจารเด็กเผยแพร่รูปลามกบนเว็บ ขายสมาชิกกว่า 6.5 หมื่นคน

เมื่อวันที่ 23 พ.ค.ที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ(ดีเอสไอ)  พ.ต.ท.ปกรณ์ สุชีวกุล รองอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ(ดีเอสไอ) พร้อมตัวแทนสำนักงานตำรวจองค์กรสากล( Interpoll) และหน่วยงานเกี่ยวข้องแถลงผลการจับกุมผู้ต้องหาชาวไทย 2 คน ออสเตรเลีย 1 คนและสหรัฐอเมริกา 4 คนในข้อหาค้ามนุษย์ ข้อครอบครองและผลิตสื่อลามกอนาจารเด็กเพื่อแสวงหาผลประโยชน์ทางเพศสำหรับตนเองและผู้อื่น

พ.ต.ท.ปกรณ์ กล่าวว่า ดีเอสไอได้รับข้อมูลจากสำนักงานตำรวจองค์การตำรวจสากลว่า พบเวปไซต์ของประเทศไทยที่มีการเผยแพร่การละเมิดสิทธิเด็กจำนวนมากโดยมีการกระทำอนาจาร ซึ่งสื่อลามกดังกล่าวถูกถ่ายโดยเจ้าของเวปไซต์เอง อินเตอร์โพล โดยสำนักงานองค์การสากล วิเคราะห์และคัดแยกตัวผู้ต้องหาและผู้เสียหายโดยใช้ฐานข้อมูล(Internatio nal Child Sexual Exploitation (ICSE) Database จนพบว่าภาพเด็กๆที่ถูกละเมิดทางเพศน่าจะเป็นเด็กในภูมิภาคเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งดีเอสไอได้ร่วมกับสำนักนิติวิทยาศาสตร์ กรมการปกครอง และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องสืบสวนนานกว่า 6 เดือน จนระบุได้ว่าพื้นที่เกิดเหตุอยู่ใน จังหวัดสุรินทร์ จากการรวบรวมพยานหลักฐานทั้งหมดพบว่ามีการแชร์ข้อมูลในเวปไซต์ส่งไปขายให้กับสมาชิกในประเทศออสเตรเลียและสหรัฐอเมริกา ซึ่งอินเตอร์โพลตรวจสอบพบว่ามีผู้เป็นสมาชิกเวปไซค์มากกว่า 65,000 คนในหลายประเทศ คดีนี้สามารถดีเอสไอจับกุมผู้ต้องหาได้ที่ จ.สุรินทร์ โดยรับสารภาพว่าเป็นผู้เปิดเวปไซต์และหลอกล่อเด็กที่อาศัยในพื้นที่ใกล้เคียงมาถ่ายภาพและวีดีโอลามากที่บ้านโดยอ้างว่ามาถ่ายงาน และในวันเดียวกันนั้นทางตำรวจออสเตรเลียก็จับกุมผู้ต้องหาสัญชาติไทย-ออสเตรเลียได้อีก 1 ราย ในข้อหาครอบครองและผลิตสื่อลามกอนาจารเด็ก และศาลออสเตรเลียเพิ่งมีคำพิพากษาจำคุกผู้ต้องหาไปเมื่อวันที่ 17 พ.ค.ที่ผ่านมา

รองอธิบดีดีเอสไอ กล่าวว่า สำหรับคดีในพื้นที่ จ.สุรินทร์ ศาลมีคำพิพากษาจำคุกผู้ต้องหาชาวไทย 146 ปี แต่ผู้ต้องหาให้การรับสารภาพที่เป็นประโยชน์ จึงมีโทษจำคุกสูงสุด 50 ปี และให้ชดใช้ค่าเสียหายกับเด็กที่ถูกละเมิดรวม 2,500,000 บาท ต่อมาจากการขยายผลทำให้จับกุมผู้ต้องหาได้อีกราย ซึ่งทำงานในสถานรับเลี้ยงเด็กที่ จ.ลำปาง และยังพบอีกว่าเป็นเครือข่ายในการเผยแพร่ภาพลามกอนาจารเด็ก ทั้งการขายภาพ การไลฟ์สดในโลกโซเชียลไปยังออสเตรเลียและอเมริกา ศาลตัดสินจำคุก 36 ปี 6 เดือน และให้ชดใช้ค่าเสียหาย 300,000บาท โดยล่าสุดจับกุมผู้ต้องหาได้อีกรายที่จ.พัทลุง เป็นตำรวจยศนายดาบ ขณะนี้อยู่ระหว่างการดำเนินคดี

 

นายอีริค แมกลอคลิน ผู้อำนวยการสำนักงานสืบสวนสอบสวนเพื่อความมั่นคงแห่งมาตุภูมิของสหรัฐอเมริกา ประจำประเทศไทย (Homeland Security Investigations – HSI) กล่าวว่า การร่วมมือระหว่างไทย สหรัฐและออสเตรเลียในการป้องกันปัญหาเด็กถูกกระทำอนาจารและถูกล่วงละเมิดทางเพศจนนำไปสู่การจับกุมผู้ต้องหาทีอเมริกา 4 ราย จำนวนนี้มีอาชีพเป็นครูที่ได้รับการไว้วางใจจากสาธารณชน จนทำให้เข้าถึงเด็กได้ง่าย ซึ่งการพบรูปภาพที่ถูกเผยแพร่ได้เร็วและทันท่วงที่จะทำให้ภาพดังกล่าวไม่ถูกเผยแพร่ซ้ำอีก เป็นการช่วยหยุดการถูกละเมิดในเด็ก ซึ่งเด็กๆอาจจะพูดหรือป้องกันตัวเองไม่ได้ แต่เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องสามารถปกป้องไม่ให้เขาตกเป็นเหยื่อได้

ด้าน Miss Cecilia Wallin ,Criminal Intelligence Officer กล่าวว่า ระบบการใช้ฐานข้อมูลอาชญากรรมในเด็กเพื่อช่วยระบุตัวตนของผู้ที่ตกเป็นเหยื่อเป็นการทำงานร่วมกันของ 60 ประเทศ โดยใช้ฐานข้อมูลจากรูปภาพเป็นหลักฐานสำคัญเพื่อนำมาวิเคราะห์เวปไซต์ที่มีการเผยแพร่รูปลามกอนาจาร ซึ่งปฎิบัติการดังกล่าวเริ่มตั้งแต่ปี 2017 เพื่อใช้ค้นหารูปภาพในการจำแนกผู้ต้องหาและผู้เสียหาย ปัจจุบันอินเตอรโพลมีตัวเลขเด็กที่ถูกละเมิดทางเพศและสามารถระบุตัวตนได้ 50 ราย และเชื่อว่า ยังมีเด็กอีกจำนวนมากที่ยังไม่สามารถระบุตัวตนได้

ขณะ Mr. Stephen Fry ,Senior Liaison Officer สำนักงานตำรวจสหพันธ์ออสเตรเลีย กล่าวว่า จากการสอบสวนเจ้าหน้าที่ตำรวจออสเตรเลียพบว่ามีภาพเด็กที่ถูกล่วงละเมิดทางเพศและถูกกระทำอนาจารเผยแพร่อยู่บนเวปไซต์กว่า 850,000 ไฟลด์ และช่วงอายุเด็กที่ถูกละเมิดพบตั้งแต่วัย 15 เดือนถึง 12 ปี ที่ผ่านมาทางการออสเตรเลียสามารถจับกุมผู้กระทำความผิดเฉพาะในคดีนี้ได้ 3 ราย พบว่ามีการกระทำความผิดรวมทั้งสิ้น 50 กรรม เป็นการล่วงละเมิดเด็กโดยตรง และทางออนไลน์ โดยศาลมีคำพิพากษาจำคุกผู้ต้องหาทั้งหมดคนละ 40 ปีเมื่อวันที่ 17 พ.ค.ที่ผ่านมา ซึ่งคดีนี้มีการตัดสินลงโทษผู้กระทำความผิดนานที่สุดในคดีที่เกี่ยวข้องกับการละเมิดทางเพศเด็ก

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก
Line @Matichon ได้ที่นี่

LINE @Matichon

บทความก่อนหน้านี้สยอง!! พระวัดเขากิ่วเดือดร้อนหนัก หลังแมลงปีกแข็งนับล้านบุกวัด (คลิป)
บทความถัดไป“รุจ เขื่อนสุวรรณ”เปิดหลักสูตรอบรมการปฏิบัติต่อเหยื่อค้ามนุษย์