วันที่ 28 พฤษภาคม เมื่อเวลา 10.00 น. ที่ สภ.เสม็ด อ.เมือง จ.ชลบุรี พล.ต.ต.อำพล บัวรับพร ผบก.ภ.จว.ชลบุรี แถลงข่าวการจับกุมนางนิสา หรือปิ๊ก รัตนศิริ อายุ 34 ปี ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลจังหวัดชลบุรี ที่ จ.190/59 ลงวันที่ 27 พฤษภาคม 2559 ผู้ต้องหาคดีลักทรัพย์โดยใช้ยานพาหนะในพื้นที่ จ.ชลบุรี โดยนางนิสาได้ใช้รถจักรยานยนต์ฮอนด้า เวฟ 110 สีน้ำเงิน-ดำ ออกตระเวนตามร้านอาหารตามสั่งในพื้นที่ อ.เมือง และ อ.ศรีราชา โดยจะสั่งกะเพราไก่ไข่ดาวใส่กล่องเป็นหลัก และสั่งอาหารอีกหลายอย่างให้เจ้าของร้านเกิดความวุ่นวายในการเตรียมทำอาหาร หลังจากนั้นจะฉกทรัพย์สินของเจ้าของร้านที่วางไว้แล้วหลบหนีไป โดยไม่นำอาหารตามสั่งไปด้วย โดยอ้างว่าจะไปเอาผ้านวม หรือไปซื้อบัตรเติมเงินโทรศัพท์แล้วหลบหนีไป
ตำรวจ สภ.เสม็ด จึงได้ตรวจสอบกล้องวงจรปิดในพื้นที่ เนื่องจากได้มีการก่อเหตุหลายครั้ง โดยเฉพาะรถจักรยานยนต์ที่ใช้ในการกระทำความผิด โดยติดตามจากหมายเลขทะเบียนรถจักรยานยนต์ จนกระทั่งพบว่านางนิสาได้ย้ายจากที่พักในพื้นที่ ต.แสนสุข มาอยู่ที่ ต.เสม็ด อ.เมือง จ.ชลบุรี จึงได้เฝ้าติดตามพฤติกรรม จนกระทั่งล่าสุดนางนิสาได้ไปก่อเหตุในพื้นที่ อ.ศรีราชา จ.ชลบุรี ได้ทรัพย์สินไปประมาณ 4 หมื่นบาท ซึ่งเป็นช่วงตำรวจ สภ.เสม็ด กำลังขอออกหมายจับ พร้อมทั้งเข้าจับกุมตัวได้ในบ้านพักภายในชุมชนเคหะ 2 ต.เสม็ด อ.เมือง จ.ชลบุรี และสารภาพว่าได้ลงมือก่อเหตุที่ร้านผัดไทย หมู่ 1 ต.เสม็ด อ.เมือง จ.ชลบุรี เมื่อวันที่ 11 พฤษภาคมที่ผ่านมา และจากการขยายผลพบว่านางนิสาได้ก่อเหตุในพื้นที่ สภ.เสม็ด 3 ครั้ง สภ.ศรีราชา 3 ครั้ง สภ.แสนสุข 4 ครั้ง และ สภ.เมืองชลบุรี ไม่น้อยกว่า 4 ครั้ง นอกจากนี้ยังพบว่าประวัติของนางนิสา เคยถูกดำเนินคดีความผิดเกี่ยวกับทรัพย์ในพื้นที่ สภ.สัตหีบ 2 ครั้ง และ สภ.บางละมุง 1 ครั้ง
นางนิสา ให้การรับสารภาพว่า เหตุที่ลงมือกระทำผิดเนื่องจากได้ไปกู้เงินนอกระบบมาใช้ และถูกข่มขู่ว่าหากไม่ชดใช้จะทำร้ายร่างกาย จึงได้ลงมือกระทำความผิดเพียงคนเดียว เพื่อหาเงินมาใช้หนี้ และเลี้ยงลูกสาว 2 คน อายุ 16 ปี และอายุ 8 ปี และขอชดใช้ความผิดที่ก่อไว้ทั้งหมด หลังจากพ้นโทษแล้วจะไม่กระทำผิดอีก
พล.ต.ต.อำพล บัวรับพร ผบก.ภ.จว.ชลบุรี กล่าวว่า ในการจับกุมครั้งนี้ได้รับความร่วมมือหลายฝ่าย ทั้งแม่ค้าพ่อค้าที่ช่วยกันติดตามกล้องวงจรปิด รวมทั้งตำรวจได้มีการเร่งรัดติดตามจนกระทั่งสามารถจับกุมตัวผู้ต้องหารายนี้ได้ ส่วนกรณีที่อ้างว่าถูกนายทุนเงินกู้ข่มขู่หากไม่ใช้หนี้จะทำร้ายร่างกายนั้น ควรจะแจ้งตำรวจทราบ ไม่ใช่ไปลักทรัพย์แล้วมาใช้หนี้ ซึ่งในเรื่องนี้จะสั่งให้ตำรวจขยายผลในเรื่องของนายทุนเงินกู้ด้วย เพราะเป็นนโยบายของรัฐบาล

