แม่วัย21 ปี ถูกรพ.ดัง ไล่ขี่มอเตอร์ไซค์ไปคลอดที่อื่นจนแท้งลูก -รพ.แจงมาถึงปากมดลูกไม่เปิด

10.06.19 | 17:51 น.

​เมื่อวันที่ 10 มิ.ย.62 ผู้สื่อข่าวได้รับการร้องเรียนจากน.ส.จินดารัตน์ อินทรสิงห์ อายุ 21 ปีและนายบอย คงกระพันธ์ อายุ 25 ปี ;ว่ามีความติดใจกับโรงพยาบาลบางละมุง จ.ชลบุรี เป็นอย่างมากหลังเป็นเหตุทำให้ลูกในครรภ์ วัย 33 สัปดาห์ เสียชีวิต และใช้คำพูดที่ไม่น่าฟังอย่างมาก ซึ่งเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อเวลา 02.00 น.ของวันที่ 5 มิถุนายน ที่ผ่านมา เมื่อตนเองรู้สึกเจ็บท้อง และมีเลือดไหลออกทางช่องคลอด จึงให้ สามีขับขี่จยย.ไปส่งที่โรงพยาบาลบางละมุง โดยระยะทางจากบ้านถึงโรงพยาบาลค่อนข้างไกลประมาณ 30 กิโลเมตร จึงได้จอดขอความช่วยเหลือจากเจ้าหน้าที่กู้ภัยฯพัทยา


เมื่อมาถึงยังโรงพยาบาล ก็มีเจ้าหน้าที่ 2 คนเข้ามาสอบถามหาสมุดฝากครรภ์ แล้วบอกว่ายังไม่ครบกำหนดคลอด แต่ที่จะคลอดก่อนกำหนดเพราะว่าการทำงานหนัก หากจะคลอดก่อนกำหนดจะต้องส่งตัวไปต่างจังหวัด เพราะทางโรงพยาบาลไม่มีตู้อบ จึงให้ไปตรวจปัสสาวะและฟังเสียงหัวใจลูก ปรากฏว่าเสียงหัวใจลูกเต้นผิดปกติคือช้าลง แต่ทางแพทย์แจ้งเพียงว่ามีความดันสูง ก่อนจะทำการตรวจปัสสาวะอีกครั้ง

จนกระทั้งเวลา 05.00 น.แล้วให้ไปนอนรอที่ห้องพักฟื้น แต่ตนเองปวดท้องจนทนไม่ไหว จึงบอกกับพยาบาล สักพักทางเจ้าหน้าที่ได้โทรรายงานแพทย์เวรแล้วกลับมาบอกตนว่ามีความดันสูง มีสิทธิ์รักษาที่โรงพยาบาลสมเด็จ ณศรีราชา ให้ไปรักษาต่อที่นั้น แต่อาจจะยังไม่ได้คลอดเลย ตนเองคิดว่าทางโรงพยาบาลบางละมุงทำเรื่องส่งตัวให้ แต่ได้เพียงใบเสร็จแล้วบอกให้รีบไป จึงบอกกับเจ้าหน้าที่ไปว่าตนมาด้วยรถจยย.นะ ทางเจ้าหน้าที่ก็ยืนยันให้รีบไป ตนเองกับแฟนจึงพากันซ้อนจยย.กลับบ้านมาอีกครั้งแล้วอาศัยรถเพื่อนไปโรงพยาบาลสมเด็จศรีราชา

Advertisement

เมื่อเดินทางมาถึงโรงพยาบาลสมเด็จ ณศรีราชา เจ้าหน้าที่สอบถามอาการ และใบส่งตัวจากโรงพยาบาลบางละมุง กลับไม่มีใบส่งตัวแนบมาด้วย ก็เกิดความมึนงงสงสัย ทำไมไม่มีการทำเรื่องส่งตัวมา เจ้าหน้าที่ก็พาไปยังห้องคลอดแล้วจัดติดเครื่องมือทางการแพทย์ แต่ตรวจไม่พบชีพจรของเด็กในครรภ์ ตนเองรู้สึกใจไม่ดี แต่เจ้าหน้าที่ก็ไม่ได้บอกกว่าอะไรก่อนให้ไปรอห้อพักฟื้น จนกระทั้งหมอใหญ่เดินทางมาถึงแล้วเรียกแฟนไปพบก่อนจะบอกว่าลูกเสียแล้ว จากนั้นก็ได้ให้ยาเร่งคลอดออกมาเป็นเพศชายแต่เสียชีวิตแล้ว

จนกระทั้งเสร็จสินกระบวนการทางการแพทย์จึงตัดสินใจถามหมอว่าเพราะสาเหตุใดลูกถึงไม่รอด ถ้ามีการส่งตัวมาเร็วกว่านี้ลูกหนูจะรอดไหม หมอให้คำตอบว่าหากส่งมาเร็วกว่านี้ก็อาจจะยังอยู่ ที่เด็กเสียเพราะเลือดในน้ำคล้ำไหลออกเกิน 40 เปอร์เซ็น แล้วเด็กขาดออกซิเจน แต่ทางแพทย์ก็ไม่แนะนำให้มีบุตรได้อีกเนื่องจากมีความดันสูงและครรภ์เป็นพิษ

ทั้งนี้ตนเองรู้สึกติดใจกับโรงพยาบาลบางละมุงเป็นอย่างมากทำไมไม่ทำเรื่องส่งตัวในการย้ายโรงพยาบาล ทั้งที่เห็นว่าตนเองก็มีอาการหนัก มีเลือดไหลมาก แต่กลับให้ขี่จยย.ย้ายโรงพยาบาลเอง และไม่มีการชี้แจ้งอาการของเด็กเลย ทั้งที่สมควรจะบอกแล้วหาทางออกที่ดีกว่านี้ แทนการไล่ให้ไปโรงพยาบาลอื่นทั้งที่ฝากครรภ์ที่โรงพยาบาลบางละมุง ทั้งยังพูดจาไม่ดีตั้งแต่เข้าไปรักษาตัว ทั้งตวาดและสอบถามด้วยคำพูดที่ไม่น่าฟัง ว่าเป็นอะไรทำหน้าบูดเบี้ยว เมื่อตอบว่าปวดท้อง กลับโดนตวาดซ้ำ มันปวดยังไงละ ตนเองคิดว่าต้องได้คลอดแน่แลด้วยความเจ็บปวดจึงไม่ได้โต้เถียง ไม่คิดว่าจะมาเสียลูกไป

ส่วนศพของลูกนั้นก็ได้มอบให้ทางโรงพยาบาลสมเด็จ ณศรีราชา ดูแลจัดการให้เนื่องจากตนเองมีฐานะยากจน เงินที่ทำคลอดมาก็ต้องไปก็ยืมมาจ่ายก่อน และจะต้องรอเบิกประกันสังคมไปใช้หนี้ จึงไม่มีเงินที่จะนำศพลูกมาประกอบพิธีทางศาสนา

อย่างไรก็ตามเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นไม่ใช่ครั้งแรกที่มีประชาชนเข้าร้องเรียนกับการทำงานของโรงพยาบาลบางละมุง ทั้งในด้านคำพูด และการรักษา ซึ่งโรงพยาบาลบางละมุงมีประชาชนเดินทางเข้าใช้บริการเป็นจำนวนมาก จึงอยากฝากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าตรวจสอบเพื่อปรับปรุงแก้ไขให้ดีกว่านี้ด้วย

ด้าน ทางโรงพยาบาลลางละมุง จ.ชลบุรี ได้เชิญตัว น.ส.จินดารัตน์ อินทรสิงห์ อายุ 21 ปี และนายบอย คงกระพันธ์ อายุ 25 ปี พ่อแม่ของเด็กมาอธิบายถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น โดยไม่อนุญาตให้ผู้สื่อ ข่าวเข้าร่วมรับฟัง พร้อมแจ้งว่าเป็นการพูดคุยภายในโดยมีแพทย์เวรและเจ้าหน้าที่บางส่วนเข้าร่วมพูดคุย กระทั่งเวลาผ่านไปกว่า 2 ชม.

น.ส.จินดารัตน์ ก็ออกมาแจ้งว่าบุตรที่เสียชีวิตเป็นคนที่ 2 คนแรกก็คลอดที่ รพ.แห่งนี้และก็มีสุขภาพดี แต่วันเกิดเหตุรู้สึกปวดท้องหนักมาก ขณะที่การอธิบายของ รพ.ก็แจ้งว่ายังไม่ถึงกำหนดคลอด เพราะมดลูกยังเปิดปากช่องคลอดไม่ถึงกำหนด อีกทั้งครรภ์มีอายุน้อย ซึ่งเฉลี่ยแล้ว 33 สัปดาห์ควรจะมีน้ำหนักตัว 1.7 ก.ก.แต่เด็กในครรภ์มีน้ำหนักพียง 1.3 ก.ก.เท่านั้น จึงถือว่ามีความเสี่ยง ก่อนจะแจ้งให้ไปรักษาต่อที่ รพ.สมเด็จฯที่มีใบประกันสังคมอยู่แต่สุดท้ายลูกก็มาเสียชีวิต โดยทาง รพ.แจ้งแค่รู้สึกเสียใจต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นและผิดพลาดเรื่องของระบบการส่งตัวคนไข้ โดยแจ้งว่าจะปรับปรุงและพร้อมจะให้การช่วยเหลือแต่ก็ไม่ทราบได้ว่าจะช่วยอย่างไรเพราะเสียลูกไปทั้งคน ส่วนที่ติดใจนั้นคงไม่ใช่เรื่องที่ลูกเสียชีวิตเพราะเข้าใจขั้นตอนทางการแพทย์ แต่ทำไมทั้งๆที่เจ็บหนักขนาดนี้จึงปล่อยให้ไปกันเองโดยลำพัง และการพูดจาของทาง รพ.ก็ไม่ดีกับคนไข้เลย

ขณะที่ทาง รพ.แจ้งว่าวันเกิดเหตุแม่ของเด็กปวดท้องก็นำส่งเข้าห้องฉุกเฉิน แต่ตรวจแล้วพบว่าปากมดลูกยังไม่เปิด หรือไม่พร้อม เนื่องจากเป็นการคลอดก่อนกำหนด ที่สำคัญ รพ.มีตู้อบเด็กเพียง 4 ตู้ที่ใช้งานจนหมดแล้วเกรงว่าจะเกิดปัญหาเนื่องจากเด็กตัวเล็กมาก จึงให้นอนพักรอเพื่อให้ถึงเวลาแต่แม่เด็กทนไม่ไหวและแจ้งว่ามีเลือดไหลออกตลอดเวลา ทางพยาบาลเวรจึงแจ้งให้รีบไปรักษาต่อที่ รพ.สมเด็จฯ ซึ่งมีอุปกรณ์พร้อมมากกว่า แต่ก็ยอมรับว่าอาจมีความผิดพลาดเรื่องของระบบการส่งตัวคนไข้ และการอธิบายของพยาบาลซึ่งได้เรียกมาพูดคุยแล้ว โดยทาง รพ.ก็ยินดีให้ความช่วยเหลืออย่างเต็มที่ และจะให้ผู้อำนวยการมาทการแถลงข่าวชี้แจงข้อเท็จจริงให้รับทราบอีกครั้ง