เลขาศาลยุติธรรม ไม่เห็นด้วยจำคุกสถานเดียวไม่รอลงอาญา ‘เมาแล้วขับ’ ชี้ดุลพินิจสร้างสมดุล

30.06.19 | 11:56 น.

“เลขาฯศาลยุติธรรม” สัมมนา วงสื่อไม่เห็นด้วย กระเเสจำคุกสถานเดียวไม่รอลงอาญาคดีเมาแล้วขับ ชี้การรอการลงโทษเป็นดุลพินิจสร้างความสมดุล แนะวิธีเเก้ปัญหาต้องเน้นรณรงค์ป้องกันบูรณาการทั้งสังคม สร้างวัฒนธรรมทำตาม กม.จนชินเป็นนิสัย


เมื่อวันที่ 30 มิถุนายน ที่โรงแรม Oakwood ศรีราชา นายสราวุธ เบญจกุล เลขาธิการสำนักงานศาลยุติธรรม เป็นประธานเปิดงานสัมมนาสื่อมวลชนสัมพันธ์ประจำศาลยุติธรรม ระหว่างวันที่ 29-30 มิ.ย.นี้ โดยนายสราวุธกล่าวตอบคำถามสื่อแนวคิดการตั้งศาลจราจรว่า ตามที่ตนเป็น 1 ในคณะกรรมการปฏิรูปกฎหมายด้านกระบวนการยุติธรรมซึ่งมีนายอัชพร จารุจินดา เป็นประธานนั้น จริงๆ ตามแผนปฏิรูปก็เสนอออกเป็นแค่ร่างกฎหมาย “วิธีพิจารณาคดีจราจร…” ซึ่งเป็นตัวเดียวกับศาลยุติธรรมเคยยกร่างไว้ แล้วเมื่อมีสภาปฏิรูปขึ้นมาจึงนำร่างนั้นมาปัดฝุ่นใหม่ และเมื่อส่งเรื่องกลับมาสำนักงานศาลยุติธรรม ซึ่งตามขั้นตอนการพิจารณาร่างกฎหมาย ต้องเสนอเป็นวาระให้คณะกรรมการบริหารศาลยุติธรรม (ก.บ.ศ.) พิจารณาโดยตนนำเสนอวาระต่อ ก.บ.ศ.แล้วว่าจะเห็นชอบด้วยหรือไม่ แต่โดยหลักการแล้วคือเราไม่ต้องการศาลเพิ่ม โดยให้ศาลยุติธรรมที่มีอยู่แล้ว เช่น มีศาลแขวงก็ใช้ศาลแขวง โดยคิดว่าจะให้มีแผนกจราจร ใช้ “ร่าง พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีจราจร…” ส่วนนี้คือสิ่งที่จะทำ ซึ่งตอนนี้ประธานศาลฎีกาก็ยังไม่มีนโยบายเปิดศาลเพิ่มตอนนี้เพราะมองว่าปัจจุบันคดีในศาลยุติธรรม 275 แห่งทั่วประเทศ มีปริมาณคดีเกือบ 2 ล้านคดี เทียบกับปริมาณศาลที่ให้บริการอยู่ก็เพียงพออยู่แล้ว อย่างไรก็ดีสำหรับแนวทางว่าจะเกิดเป็น “ร่าง พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีจราจร…” หรือทำเป็นแผนกคดีจราจร ไม่น่าจะเกิดขึ้นได้ทันภายในปี 2562 นี้ เพราะวันนี้การพิจารณาร่างกฎหมายคงต้องใช้เวลาในการเสนอเข้า ครม.ผ่านสภาผู้แทนและวุฒิสภา ต่างกับยุค สนช. อีกทั้งยังมีอีกหลายประเด็นต้องพิจารณา

เมื่อถามว่าก่อนหน้านี้เคยมีการพูดคุยกันในวงสัมมนา มีการเสนอให้ปรับอัตราโทษขั้นต่ำการลงโทษกลุ่มเมาแล้วขับ ในข้อหากระทำประมาทจนเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย เป็น 15 หรือ 20 ปี เพื่อไม่เปิดช่องในการรอลงอาญา แทนที่จะเสนอข้อหาฆ่าหรือพยายามฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา ที่จะเป็นการลงโทษรุนแรงทำให้ผู้ก่อเหตุรู้สึกในความผิดและเกิดความเกรงกลัว

นายสราวุธกล่าวว่า ถ้ามุมมองของศาลก็เหมือนปัญหายาเสพติด การเพิ่มโทษแก้ปัญหาอาชญากรรม แก้ปัญหาความผิดได้หรือไม่ ทุกวันนี้คดียาเสพติด 70-80% ทั้งหมดที่อยู่ในเรือนจำก็โทษสูงจำคุกตลอดชีวิตหรือประหารชีวิตไม่ใช่หรือ แล้วโทษประหารชีวิตแก้ปัญหาการกระทำผิดของคนได้หรือไม่

Advertisement

“ผมคิดว่าการจะแก้ปัญหาเหล่านี้ไม่ใช่แก้โดยวิธีการเพิ่มโทษ เพิ่มโทษไม่ใช่ทางออกในการอาชญาวิทยา แต่ปัญหาเหล่านี้ต้องสร้างการรับรู้ของคนในสังคมให้คนช่วยกันรณรงค์ป้องกันที่จะทำสิ่งเหล่านั้น อย่างถ้าไปงานเลี้ยงแล้วเมา แทนที่เราจะขับกลับเองแล้วเราก็เรียกรถที่ให้บริการส่งคนมาช่วยขับกลับบ้าน พยายามรณรงค์ให้ข้อมูล ให้ความสะดวก ให้ทุกคนทำโดยชี้ให้เห็นว่าอย่างนี้จะมีประโยชน์มากกว่า ให้ทำในเชิงป้องกันดีกว่า” นายสราวุธกล่าว

เมื่อถามถึงการพิจารณาเมาแล้วขับที่มีการเสนอไม่ควรนำเรื่องการรอการลงโทษมาใช้  นายสราวุธกล่าวว่า การรอลงอาญาก็เป็นช่องทางหนึ่งที่เห็นว่าการจำคุกระยะสั้นไม่เกิดประโยชน์อะไร แทนที่จะให้เขากลับตัวเป็นคนดีและเยียวยาชดใช้ให้สังคมกับการลงโทษเพื่อแก้แค้นทดแทนเราต้องชั่งน้ำหนักให้ดี ตนคิดว่ากลไกกฎหมายเรื่องการใช้ดุลพินิจรอการลงโทษตามประมวลความอาญา มาตรา 56 มีไว้ก็เพื่อสร้างความสมดุล ในการพิจารณาแต่ละเรื่อง ซึ่งเราไม่สามารถที่จะพิจารณาลงโทษคนตามกระแสตามความสะใจของแต่ละคนนั้นเป็นไปไม่ได้ ดังนั้นเราต้องมองภาพรวมทั้งหมดในระบบของการบริหารจัดการ ซึ่งสิ่งที่ตนมองว่าเราควรทำงานเน้นเรื่องการรณรงค์เพื่อเป็นการป้องกันนั้น ก็ต้องทำแบบบูรณาการตั้งแต่ครอบครัว สถานศึกษา และทุกองคาพยพในสังคมต้องช่วยกัน โดยต้นทุนที่เสียไปนั้นก็น้อยกว่า ต้องสร้างวัฒนธรรมการปฏิบัติตามกฎหมายที่ดี สิ่งเหล่านี้ต้องสร้างเหมือนประเทศสิงคโปร์ ญี่ปุ่น ที่คนในประเทศนั้นเคารพกฎหมาย โดยวัฒนธรรมเหล่านั้นมีส่วนที่ดีมากกว่าโทษที่รุนแรง ซึ่งทำจนเป็นอุปนิสัยความเคยชิน ส่วนศาลเป็นลำดับสุดท้ายปลายทาง โดยคดีเพิ่มขึ้นทุกปีก็ต้องคิดว่าทำอย่างไรจะให้ลดน้อยลง