ตะลึง! พบซากลูกเสือแช่แข็ง ร่วม 40 ตัว ในเกาะเสือวัดหลวงตาบัว

วันที่ 1 มิถุนายน  ความคืบหน้ากรณี กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช เข้าดำเนินการเคลื่อนย้ายเสือโคร่งของกลางที่ตกเป็นของแผ่นดิน จากที่วัดป่าหลวงตาบัวญาณสัมปันโน หมู่ 5 ต.สิงห์ อ.ไทรโยค จ.กาญจนบุรี ที่ยังคงเหลืออีก จำนวน 97 ตัว ภายหลังจากที่เจ้าหน้าที่อุทยานฯ และทีมสัตวแพทย์ของกรมอุทยานฯ ได้เข้าดำเนินการขนย้ายในช่วง 2 วันที่ผ่านมาไปได้ จำนวน 40 ตัว (วันที่ 30 พ.ค. ขนย้ายได้ จำนวน 7 ตัว และวันที่ 31 พ.ค. ขนย้ายได้จำนวน 33 ตัว) จากทั้งหมด 137 ตัว

เมื่อเวลา 09.00 น. วันที่ 1 มิถุนายน เจ้าหน้าที่กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช นำโดย นายอดิศร นุชดำรงค์ รองอธิบดีกรมอุทยานฯ พร้อมกำลังผสม 400 นาย ยังคงปักหลักอยู่ที่วัดป่าหลวงตาบัวญาณสัมปันโน เพื่อทำการขนย้ายเสือโคร่งของกลางที่มีอยู่ภายในวัดดังกล่าว ซึ่งวันนี้เป็นวันที่ 3 ที่คณะเจ้าหน้าที่เข้าดำเนินการ โดยใช้กำลังเจ้าหน้าที่กรมอุทยานฯ และคณะสัตวแพทย์ของกรมอุทยานฯ ที่ระดมมาจากทั่วประเทศเป็นกำลังหลักในการขนย้ายเสือ โดย 2 วันที่ผ่านมา สามารถขนย้ายไปได้แล้ว 40 ตัว โดยดำเนินการขนย้ายไปไว้ที่สถานีเพาะเลี้ยงสัตว์ป่าเขาประทับช้าง และที่สถานีเพาะเลี้ยงสัตว์ป่าเขาสน อ.จอมบึง จ.ราชบุรี

โดยบรรยากาศด้านหน้าทางเข้า เจ้าหน้าที่ได้นำป้ายขนาดใหญ่มาติดตั้งเอาไว้ เขียนเป็นข้อความทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ ระบุว่า ห้ามมิให้ผู้ใดที่ไม่เกี่ยวข้องเข้าไปในพื้นที่ที่เจ้าหน้าที่กำลังปฏิบัติงานเคลื่อนย้ายเสือของกลางโดยเด็ดขาด ซึ่งตั้งแต่ช่วงเช้าเจ้าหน้าที่สัตวแพทย์พร้อมทีมงานได้ระดมกันยิงยาสลบและดำเนินการขนย้ายเสือโคร่งออกจากบ้านเกาะเสือ โดยสามารถจับเสือได้ จำนวน 12 ตัว รวมกับของเดิมเป็น 52 ตัว และยังคงเหลือเสือที่รอการขนย้ายอีก 85 ตัว และคาดว่าในช่วงบ่ายของวันนี้เจ้าหน้าที่จะสามารถดำเนินการขนย้ายได้เพิ่มอีก 22 ตัว ตามที่ตั้งเป้าไว้ หากไม่มีฝนตกลงมาเป็นอุปสรรค และต้องคำนึงถึงสุขภาพสัตว์แต่ละตัวเป็นสำคัญ

201606011653145-20021028190336

ในเวลาต่อมาผู้ดูแลเสือประจำวัด ขอเข้าพบ นายอดิศร พร้อมคณะ และอาสาต้อนเสือที่เดินเพ่นพ่านอยู่ตามคอกเลี้ยงขนาดใหญ่กลับเข้าไปในกรงเลี้ยงตามเดิม เนื่องจากบุคคลเหล่านั้นเกิดความสงสารเสือที่ยังไม่ได้กินน้ำและอดอาหารมาเป็นเวลา 2 วันแล้ว จึงเกรงว่าเสือจะได้รับอันตรายถึงแก่ชีวิต และยังแจ้งด้วยว่าเสือ 2 ตัว ในจำนวนที่เหลือมีปัญหาเรื่องของสุขภาพ ดังนั้นเจ้าหน้าที่จึงต้องเพิ่มความระมัดระวังในการวางยาสลบเพื่อป้องกันมิให้เกิดอันตรายต่อชีวิตเสือได้ ซึ่งทำให้การทำการในวันที่ 3 ของเจ้าหน้าที่ง่ายขึ้น รวมทั้งเสือก็มีความปลอดภัยมากขึ้นด้วยเช่นกัน

ขณะเดียวกันผู้ดูแลเสือของวัดยังได้แจ้งเบาะแสด้วยว่า มีซากลูกเสือจำนวนมากอยู่ภายในห้องเย็นแช่แข็งซึ่งไว้สำหรับเก็บอาหารของเสือด้วย จึงนำคณะเจ้าหน้าที่เข้าตรวจสอบพบว่า อาคารดังกล่าวเป็นอาคาร 2 ชั้น ซึ่งตั้งอยู่ภายในบ้านเกาะเสือ พบภายในห้องเย็นแช่แข็งที่ใช้สำหรับแช่อาหารสดของเสือ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นไก่สด ปรากฏว่า บริเวณชั้นเหล็ก พบซากของลูกเสือ จำนวน 40 ซาก ซึ่งมีอายุตั้งแต่ในครรภ์จนถึงประมาณ 1 สัปดาห์ และยังมีซากหมีขอ 1 ซาก ซากกระรอก 1 ซาก เขากวาง 5 เขา อวัยวะของลูกเสือที่ดองไว้ จำนวน 7 ขวด และ 10 กระป๋อง สัตวแพทย์จึงรวบรวมซากสัตว์ทั้งหมดเอาไว้ พร้อมกับเก็บตัวอย่างซากสัตว์ทั้งหมด เพื่อนำไปตรวจ DNA มาเปรียบเทียบกับ DNA ของเสือของกลางที่มีทั้งหมด 147 ตัว ว่าจะมีความเชื่อมโยงกันหรือไม่ พร้อมทั้งมอบหมายให้นิติกรของกรมอุทยานฯ หารือร่วมกับพนักงานสอบสวน สภ.ไทรโยค เพื่อดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมายต่อไป ทั้งนี้เบื้องต้นทางกรมอุทยานฯ ได้แจ้งข้อกล่าวหาทางวัดฯ แต่ยังไม่ได้ระบุว่าเป็นบุคคลหนึ่งบุคคลใด ในฐานความผิดฐานมีซากสัตว์ป่าคุ้มครองไว้ในความครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต

201606011653148-20021028190336

นอกจากนี้ ผู้ดูแลเสือยังบอกกับคณะเจ้าหน้าที่ว่า ภายในห้องเย็นมีการนำซากเสือแรกคลอดอายุประมาณ 7 วันเข้าไปแช่แข็งรวมกับซากไก่ที่เป็นอาหารของเสือเป็นจำนวนมาก เจ้าหน้าที่จึงเข้าไปตรวจสอบ เมื่อเปิดประตูห้องเย็นออกมา เจ้าหน้าที่ถึงกับผงะเพราะปรากฏว่ากลิ่นเหม็นเน่าโชยออกมาอย่างรุนแรง เจ้าหน้าที่จึงต้องนำผ้ามาปิดจมูกเอาไว้ และนำซากเสือโคร่งจำนวน 40 ซากออกมา นอกจากนี้ภายในห้องเย็นยังพบซากหมีขอ จำนวน 1 ซาก ซากกระรอก 1 ซาก เขากวาง 5 เขา อวัยวะดองของลูกเสือ จำนวน 7 ขวดและ 10 กระป๋อง

ต่อมาคณะทั้งหมดได้มาประชุมสรุปการทำงานในแต่ละวันที่บริเวณอาคารด้านหน้าประตูทางเข้าวัดป่าหลวงตาบัว ที่ริมถนนสาย 323 ซึ่งตั้งเป็นกองอำนวยการชั่วคราว รวมทั้งแถลงข่าวประจำวัน โดยนายอดิศร เปิดเผยว่า การดำเนินการขนย้ายเสือในวันที่ 3 เจ้าหน้าที่สามารถทำงานได้ง่ายขึ้นกว่าเมื่อ 2 วันที่ผ่านมา เนื่องจากมีผู้ดูแลเสือของวัด 2-3 คน ได้เข้ามาช่วยนำเสือที่ถูกปล่อยให้อยู่นอกกรงนำกลับเข้าไปในกรงเลี้ยงตามเดิม ซึ่งหากผู้ดูแลเสือของวัด ไม่เข้ามาช่วยเหลือเจ้าหน้าที่จะทำให้เสือที่เหลืออดน้ำตาย โดยเฉพาะเสือที่อยู่ในโซนด้านในสุด ซึ่งมีเสืออยู่ถึง 40 ตัว เนื่องจากเจ้าหน้าที่ของกรมอุทยานฯ ไม่สามารถเข้าไปเปิดวาล์วน้ำให้เสือได้กินน้ำได้ เนื่องจากมีเสือออกมาเดินเพ่นพ่าน

สำหรับซากลูกเสือ รวมทั้งซากสัตว์ต่างๆ ที่พบ ตนได้รับแจ้งเบาะแสจากผู้ดูแลเสือซึ่งมีความเป็นห่วงเสือที่ไม่ได้กินอาหารและน้ำมา 2 วัน จึงยอมให้ความร่วมมือกับทางเจ้าหน้าที่ พร้อมทั้งแจ้งเบาะแสว่ามีการซุกซ่อนซากสัตว์ป่าไว้ที่ห้องเย็นภายในเกาะเสือ จึงนำกำลังเข้าตรวจสอบพบซากลูกเสือจำนวน 40 ซาก ซึ่งจากการตรวจสอบซากลูกเสือพบว่า มีอายุตั้งแต่ในครรภ์จนถึงประมาณ 1 สัปดาห์ โดยทางวัดฯ ไม่ได้แจ้งบัญชีลูกเสือเกิดใหม่ให้กับทางอุทยานฯ ได้รับทราบแต่อย่างใด เบื้องต้นพบว่า ซากลูกเสือมีสภาพเน่าเปื่อย ซึ่งคาดว่าน่าจะเป็นซากที่เก็บไว้นานมากแล้ว แต่ไม่ทราบวัตถุประสงค์ที่แท้จริงว่า ต้องการเก็บไว้เพื่ออะไรกันแน่ ซึ่งทุกชิ้นส่วนของเสือมีมูลค่าทางธุรกิจ โดยปกติในตลาดมืดลูกเสือที่มีชีวิตจะมีราคาอยู่ที่หลักแสนบาท ส่วนเสือโตเต็มวัยจะมีราคาถึงหลักล้านบาทเลยทีเดียว

อย่างไรก็ตาม ในส่วนของเสือที่ได้ทำการขนย้ายไปไว้ที่สถานีเพาะเลี้ยงสัตว์ป่าเขาประทับช้าง และสถานีเพาะเลี้ยงสัตว์ป่าเขาสน ได้มีทีมงานสัตวแพทย์ ร่วมกับ จนท.สำนักคุ้มครองสัตว์ป่าฯ ให้การดำเนินการดูแลอย่างใกล้ชิด ส่วนเสือที่เหลือที่รอการขนย้ายคาดว่าจะดำเนินการได้แล้วเสร็จเร็วขึ้น ซึ่งคาดว่าจะดำเนินการขนย้ายครบ 137 ตัว เสร็จสิ้นภายในวันศุกร์ที่ 3 มิ.ย. ที่จะถึงนี้

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก
Line @Matichon ได้ที่นี่

LINE @Matichon

บทความก่อนหน้านี้แม็คโครอัดแคมเปญแจกรถ-ทองช่วยโชห่วยดันยอดขาย
บทความถัดไป“รัฐพันลึก vs. สังคมพันลึก” (ตอนต้น) โดย เกษียร เตชะพีระ