พบอีกเพียบ! หนัง-เครื่องราง-ลูกเสือดอง คนงานย่องขนออกจากวัดแต่ไม่รอด

วันที่ 2 มิถุนายน 2559 เมื่อเวลา 09.00 น.เจ้าหน้าที่กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช นำโดย นำโดยนายอดิศร นุชดำรงค์ รองอธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช นางเตือนใจ นุชดำรงค์ ผอ.สำนักอนุรักษ์สัตว์ป่า นายยรรยง เลขาวิจิตร ผอ.สำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 3 (บ้านโป่ง )นายศิริ อัคคะอัคร ผอ.สำนักป้องกันปราบปราม และควบคุมไฟป่า กรมอุทยานฯ (ผอ.สปฟ.) นายสมศักดิ์ ภู่เพ็ชร์ ผอ.ส่วนยุทธการป้องกันและปราบปราม กรมอุทยานฯ นายสุนทร ฉายวัฒนะ ผอ.ส่วนคุ้มครองสัตว์ป่า กรมอุทยานฯ นายชาญวิทย์ กันยา นิติกรชำนาญการพิเศษ กรมอุทยานฯ นายบรรพต มาลีหวล หัวหน้าสถานีเพาะเลี้ยงสัตว์ป่าเขาประทับช้าง อ.จอมบึง จ.ราชบุรี นายชาติชาย ศรีแผ้ว หัวหน้าสำนักงานสนับสนุนการป้องกันและปราบปรามที่ 1 ภาคกลาง และคณะสัตวแพทย์จากกรมอุทยานฯ จำนวน 5 ทีม พร้อมกำลังผสม 500 นาย ยังคงปักหลักอยู่ที่วัดป่าหลวงตาบัวญาณสัมปันโน เพื่อทำการขนย้ายเสือโคร่งของกลางที่มีอยู่ภายในวัดดังกล่าว ซึ่งวันนี้เป็นวันที่ 4 ที่คณะเจ้าหน้าที่เข้าดำเนินการ โดย 3 วันที่ผ่านมา สามารถขนย้ายไปได้แล้ว 64 ตัว ซึ่งได้ขนย้ายไปไว้ที่สถานีเพาะเลี้ยงสัตว์ป่าเขาประทับช้าง และที่สถานีเพาะเลี้ยงสัตว์ป่าเขาสน อ.จอมบึง จ.ราชบุรี ขณะเดียวกันได้พบซากของลูกเสือ จำนวน 40 ตัว แช่เย็นไว้ในห้องเย็นที่ใช้เก็บอาหารเสือ ซึ่งตั้งอยู่ภายในบริเวณบ้านเกาะเสือ ซึ่งมีการตั้งข้อสงสัยว่า จะมีการนำไปทำเครื่องรางของขลังจากชิ้นส่วนของเสือหรือไม่

ซึ่งตั้งแต่ช่วงเช้าจนถึงเที่ยงวันที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่สามารถขนย้ายไปได้เพิ่มอีก จำนวน 20 ตัว รวมเป็น 84 ตัว และยังคงเหลือ 53 ตัว โดยในช่วงบ่ายตั้งแต่เวลา 15.00 น. คณะเจ้าหน้าที่ได้เริ่มทยอยดำเนินการอย่างต่อเนื่อง และสามารถดำเนินการขนย้ายไปได้เพิ่มเติมอีก จำนวน 20 ตัว รวมเป็น 104 ตัว และยังคงเหลือเสือที่รอการขนย้ายอีก จำนวน 33 ตัว ซึ่งคาดว่าในวันพรุ่งนี้จะสามารถขนย้ายเสือออกจากวัดไปได้ครบทั้งหมด 137 ตัว ซึ่งคณะสัตวแพทย์ฯ ทำงานด้วยความระมัดระวัง รอบครอบและรัดกุม โดยจะประเมินสุขภาพเสือแต่ละตัวเป็นสำคัญก่อนจะเข้าดำเนินการวางยาสลบและขนย้าย เพื่อมิให้เกิดอันตรายต่อชีวิตเสือ เนื่องจากเสืออาจมีภาวะแทรกซ้อนและปัจจัยเสี่ยงต่างๆ ได้ หากเสือของกลางทั้งหมด เกิดจากการผสมพันธุ์จากเสือของกลาง 7 ตัวแรกเมื่อปี 2544 และเพิ่มจำนวนมาเป็น 147 ตัวในปัจจุบัน ซึ่งทำให้มีปัญหาเลือดชิด ที่ส่งผลให้เสือเหล่านั้นมีสุขภาพที่อ่อนแอ ทั้งนี้หากไม่มีเสือตัวอื่นมาเพิ่ม

ขณะที่ นายอดิศร ได้ระดมกำลังเจ้าหน้าที่ทั้งหมด ทั้งเจ้าหน้าที่กรมอุทยานฯ เจ้าหน้าที่กรมป่าไม้ เจ้าหน้าที่ทหาร เจ้าหน้าที่ตำรวจ เจ้าหน้าที่ ตร.ปทส.เจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองและหน่วยงานอื่นๆ สนธิกำลังปูพรมตรวจค้นหาสิ่งผิดกฎหมายทุกชนิดที่มีอยู่ภายในวัดป่าหลวงตาบัว ญาณสัมปันโน ผลการตรวจค้นเจ้าหน้าที่พบ ไม้มะค่าโมงแปรรูปขนาดใหญ่ซุกซ่อนอยู่ในโรงเก็บของใกล้กับศาลาวัด จึงทำบันทึกตรวจยืดก่อนที่จะขนย้ายไปเก็บรักษาไว้ที่หน่วยป้องกันรักษาป่าที่ กจ.1 (ท่าเสา)

ต่อมาคณะทั้งหมดได้ไปแถลงข่าวในเวลา 11.00 น.เหมือนเช่นทุกวันที่ผ่านมา โดยหลังจากแถลงข่าวแล้วเสร็จ นายอดิศร นุชดำรง ได้รับแจ้งจาก นายชาติชาย ศรีแผ้ว หัวหน้าสำนักงานสนับสนุนการป้องกันและปราบปรามที่ 1 ภาคกลาง ว่า เจ้าหน้าที่ที่ดูแลบริเวณประตูทางเข้าวัดป่าหลวงตัวบัวฯ ตรวจค้นรถยนต์กระบะยี่ห้ออีซูซุ สีน้ำเงิน สี่ประตู หมายเลขทะเบียน ชษ 5583 กทม. ขณะกำลังจะขับออกจากประตูหน้าวัด เจ้าหน้าที่จึงขอตรวจค้นภายในรถ ผลปรากฏว่า พบย่ามพระวางอยู่กับพื้นนั่งด้านหลัง เจ้าหน้าที่จึงเปิดออกมาดูเมื่อพบถึงกับผงะ เนื่องจากภายในย่ามมีซากหนังเสืออย่างสมบูรณ์ จำนวน 2 ซาก รวมทั้งตะกรุดที่ทำจากหางเสืออีกเป็นจำนวนมาก เจ้าหน้าที่จึงนำของกลางทั้งหมดออกมาตรวจสอบ โดย นายอดิศร ได้รีบเดินทางมาสอบปากคำคนขับที่มาด้วยกัน 2 คน ด้วยตนเอง ทราบชื่อคนขับคือ นายเนตร กุลเรืองไกล อายุ 42 ปี และนายก้องเกียรติ จันเพ็ง อายุ 37 ปี

สำหรับของกลางที่ตรวจยึดเอาไว้ได้ ประกอบด้วย 1.หนังเสือ 2 ผืนใหญ่ (ตัว) 2.ตะกรุดหนังเสือ 1,045 ชิ้น 3.เขี้ยวเสือ 9 เขี้ยว 4.หนังเสือชิ้น 33 ชิ้น (ขนาดเล็ก) 5.เหรียญหลวงตามหาบัว 65 เหรียญ 6.เหรียญหลวงตาจันทร์ 13 เหรียญ 7.ตะกรุดเขี้ยวเสือ 2 ดอก เบื้องต้นทั้งสองให้การว่าพระลูกวัดใช้ขับรถขนสิ่งของดังกล่าวออกไปนอกวัด โดยไม่ทราบว่าจะให้เอาไปไว้ที่ไหน แต่เพราะพวกตนเป็นคนงานในวัดจึงยอมทำตาม ซึ่งก็ทราบดีว่าสิ่งของดังกล่าวนั้นผิดกฎหมาย

ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า ระหว่างที่ นายอดิศร กำลังซักถามบุคคลทั้ง 2 อยู่นั้น ได้รับแจ้งจากเจ้าหน้าที่ว่า กำลังที่เข้าไปตรวจค้นกุฏิของพระสุทธิสารเถร หรือ หลวงตาจันทร์ เจ้าอาวาสวัดฯ และประธานมูลนิธิวัดป่าฯ พบหัวกระทิง รวมทั้งเขี้ยวเสือ ตะกรุด และจี้ลักษณะเดียวกันกับที่ตรวจยึดเอาไว้ได้อีกจำนวนหนึ่ง โดยมีพระลูกวัดอยู่ภายในกุฎิ

201606021825253-20021028190336


จากนั้นมีพนักงานผู้เลี้ยงดูเสือโคร่งได้มาพบเจ้าหน้าที่ และแจ้งว่า ภายในบ้านพักคนงานมีซากลูกเสือโคร่งดองเอาไว้ในโหลอยู่เป็นจำนวนมาก เจ้าหน้าที่จึงรีบไปตรวจสอบ พบว่ามีอยู่จริง นับรวมกันได้จำนวน 30 ซาก จึงมอบหมายให้คณะสัตวแพทย์นำซากจำนวนดังกล่าวไปพิสูจน์

นอกจากนี้คณะเจ้าหน้าที่ยังได้นำกำลังเข้าไปตรวจค้นบริเวณอาคารพักของพระสงฆ์ที่ก่อสร้างด้วยปูน มีลักษณะคล้ายถ้ำ ภายในมีรถตู้เบนซ์ จำนวน 1 คัน จอดอยู่โดยใช้ผ้าใบคลุมเอาไว้อย่างมิดชิด ส่วนผนังอาคารทำเป็นชั้นวางของ ซึ่งเจ้าหน้าที่ตรวจพบเขี้ยวเสือ ตะกรุด รวมทั้งจี้อีกจำนวนหนึ่ง ซึ่งขณะนี้คณะเจ้าหน้าที่ได้หยุดภารกิจการตรวจค้นเนื่องจากฝนได้ตกลงมาอย่างหนัก และจะทำการปูพรมตรวจค้นหาสิ่งผิดกฎหมายที่มีอยู่อีกครั้งหนึ่ง

201606021825252-20021028190336

 

สำหรับซากลูกเสือ จะได้นำไปผ่าพิสูจน์ซากทุกตัวเพื่อหาสาเหตุของการตาย และเก็บตัวอย่างจากซากลูกเสือทั้งหมด เพื่อนำไปตรวจ DNA มาเปรียบเทียบกับ DNA ของเสือของกลางที่มีทั้งหมด 147 ตัว ว่าจะมีความเชื่อมโยงกันหรือไม่ คาดว่าต้องใช้เวลาประมาณ 1 เดือน จึงจะทราบผล ขณะเดียวกันนายอดิศร นุชดำรง รองอธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ได้มอบหมายให้นิติกรกรมอุทยานฯหารือกับพนักงานสอบสวน สภ.ไทรโยค เพื่อดำเนินการทางด้านกฎหมายกับบุคคลที่เกี่ยวข้อง

มีรายงานว่า เจ้าหน้าที่ยังได้ตรวจพบ หมีหมา 1 ตัว นกเงือก 1 ตัว และ วัวแดง 1 ตัว ซึ่งจะได้ดำเนินการตรวจยึดและดำเนินคดีกับทางวัดฯ ต่อไป

บทความก่อนหน้านี้รอดหมด! 4นักท่องเที่ยวลอยคอกลางทะเล ‘กองหินเรือแตก’ หลังเจ็ตสกีเกิดจมน้ำ
บทความถัดไปกกต.ยัน ศาลรธน.ตีความแค่วรรคเดียวของกม. ไม่กระทบ-ไม่เลื่อนประชามติแน่