เปิดคำพิพากษาศาลฎีกาส่วนแพ่ง ‘แพรวา’ชนรถตู้ดับ 9 ศพ ชดใช้ 24.7 ล้าน

เปิดคำพิพากษาศาลฎีกาส่วนเเพ่งฉบับเต็ม’แพรวา’ชนรถตู้ดับ 9 ศพ เผยข้อต่อสู้ครอบครัวจำเลย ผลักให้คนขับรถตู้ผิดร่วมหวังลดเงินค่าขาดอุปการะ ศาลฎีกาชี้คำพิพากษาคดีในส่วนอาญาสรุปชี้ชัดจำเลยที่1 เป็นเยาวชนไม่มีใบขับขี่ขับรถความเร็วสูงเกินขีดจำกัดความเร็วหวังเเซงบนทางยกระดับชนท้ายรถตู้รับฟังไม่ได้ว่าคนขับรถตู้ผิดร่วมสั่งเเก้คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ให้จ่ายเต็มจำนวนตามชั้นต้นกว่า24 ล้านบาท

เมื่อวันที่ 17 กรกฎาคม ผู้สื่อข่าวรายงานว่าเมื่อช่วงเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา ศาลแพ่งอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจใน คดีหมายเลขดำ 2266-2278/2559 ที่กลุ่มญาติผู้เสียชีวิตและผู้ที่ได้รับบาดเจ็บ จากอุบัติเหตุ น.ส.แพรวา หรือ อรชร ขับรถยนต์ซีวิค เฉี่ยวชนรถตู้โดยสารพลิกคว่ำ เมื่อคืนวันที่ 27 ธ.ค. 2553 เป็นโจทก์ทั้ง28 ราย ยื่นฟ้อง น.ส.แพรวา เยาวชนหญิง ที่ขับรถยนต์ซีวิค รวมพันเอกรัฐชัย เทพหัสดิน ณ อยุธยา นางนิลุบล อรุณวงศ์ บิดาและมารดา ของเยาวชน, นายสุพิรัฐ จ้าววัฒนา ซึ่งเป็นผู้ครอบครองรถยนต์ซีวิค ,นายสันฐิติ วรพันธ์, น.ส.วิชชุตา วรขจิต และบริษัท นวกิจประกันภัย จำกัด (มหาชน) เป็นจำเลย 1-7 เมื่อวันที่ 25 ตุลาคม 2554 เรื่องกระทำละเมิด ให้ร่วมกันชดใช้ค่าเสียหาย 113,077,510.22 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปีบาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี

ระหว่างพิจารณาโจทก์ยื่นคำร้องขอถอนฟ้องจำเลยที่5-7ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตและให้จำหน่ายคดีในส่วนของจำเลยที่5-7ออกจากสารบบความ

สำหรับคดีนี้ศาลชั้นต้น ได้อ่านคำพิพากษาเมื่อวันที่ 26 พฤศจิกายน 2558 โดยเห็นว่าคดีน.ส.แพรวา เป็นการกระทำโดยประมาท เป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บรวมถึงทรัพย์สินเสียหาย ซึ่งเป็นการกระทำละเมิด จึงต้องชดใช้ค่าสินไหมทดแทน และเมื่อรับฟังได้ว่า น.ส.แพรวา จำเลยที่ 1 กระทำผิด บิดาและมารดา ซึ่งเป็นจำเลยที่ 2 และ 3 ก็ไม่ได้นำสืบถึงความระมัดระวังในการดูแลจำเลยที่ 1 จึงต้องร่วมรับผิดชดใช้ค่าเสียหายพิพากษา ให้ น.ส.แพรวา บิดา และมารดาของน.ส.แพรวา ร่วมกันชดใช้ค่าสินไหมทดแทน ประกอบด้วย ค่าไร้อุปการะ และค่ารักษาพยาบาลรวมถึงค่าอื่นๆให้กับโจทก์ร่วม รวม 28 คน ซึ่งเป็นครอบครัวของผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บแต่ละคน ให้ชำระโจทก์ที่1เป็นเงิน 1,000,000บาท ,โจทก์ที่2เป็นเงิน 1,500,000 บาท ,โจทก์ที่3เป็นเงิน 1,000,000 บาทโจทก์ที่4 เป็นเงิน 1,500,000 บาท,โจทก์ที่5เป็นเงิน 1,800,000 บาท,โจทก์ที่6เป็นเงิน 800,000 บาท,โจทก์ที่7เป็นเงิน 10,000 บาทโจทก์ที่8เป็นเงิน 10,000 บาทโจทก์ที่9 เป็นเงิน 1,000,000 บาทโจทก์ที่ 10 เป็นเงิน 1,500,000 บาท,โจทก์ที่ 11 เป็นเงิน1,000,000 บาทโจทก์ที่ 12 เป็นเงิน 3,500,000 บาท,โจทก์ที่ 13 เป็นเงิน 1,800,000 บาท,โจทก์ที่ 14 เป็นเงิน 1,500,000 บาท,โจทก์ที่ 15 เป็นเงิน1,000,000บาท,โจทก์ที่ 16 เป็นเงิน 1,500,000 บาท,โจทก์ที่ 17 เป็นเงิน 1,800,000 บาท,โจทก์ที่ 18 เป็นเงิน 1,500,000 บาทโจทก์ที่ 19 เป็นเงิน1,000,000บาทโจทก์ที่ 20 เป็นเงิน 100,212 บาท,โจทก์ที่21 เป็นเงิน 1,500,000 บาท,โจทก์ที่ 22 เป็นเงิน 1,500,000 บาทโจทก์ที่ 23 เป็นเงิน 400,000 บาท,โจทก์ที่ 24 เป็นเงิน 4000 บาท,โจทก์ที่ 25 เป็นเงิน 150,000 บาท,โจทก์ที่ 26 เป็นเงิน 256,925 บาท,โจทก์ที่ 27 เป็นเงิน 100,000 บาท,เเละโจทก์ที่ 28 เป็นเงิน 150,000 บาทพร้อมดอกเบี้ย ร้อยละ 7.5 ต่อปี ตั้งแต่วันที่ 27 ธ.ค. 2553

ต่อมาโจทก์ที่ 5 ,11 และ จำเลย 1-3 ยื่นอุทธรณ์คำพิพากษา

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่าให้จำเลยที่1-3ร่วมกันชำระเงินแก่โจทก์ที่1เป็นเงิน 800,000 บาทชำระโจทก์ที่2เป็นเงิน 1,200,000 บาทโจทก์ที่3เป็นเงิน 800,000 บาทโจทก์ที่4เป็นเงิน 1,200,000 บาทโจทก์ที่5เป็นเงิน 1,440,000 บาทโจทก์ที่9เป็นเงิน 800,000 บาทโจทก์ที่ 10 เป็นเงิน 1,200,000 บาทโจทก์ที่ 11 เป็นเงิน 800,000 บาทโจทก์ที่ 12 เป็นเงิน 1,200,000 บาทโจทก์ที่ 13 เป็นเงิน 1,044,000 บาทโจทก์ที่ 14 เป็นเงิน 1,200,000 บาทโจทก์ที่ 15 เป็นเงิน 800,000 บาทโจทก์ที่ 16 เป็นเงิน 1,200,000 บาทโจทก์ที่ 17 เป็นเงิน 800,000 บาทโจทก์ที่ 18 เป็นเงิน 1,200,000 บาทโจทก์ที่ 19 เป็นเงิน 800,000 บาทโจทก์ที่ 21 เป็นเงิน 1,200,000 บาทโจทก์ที่ 22 เป็นเงิน 1,200,000 บาทโจทก์ที่ 25เป็นเงิน 1,200,000 บาทโจทก์ที่ 26 เป็นเงิน 226,925 บาทโจทก์ที่ 27 เป็นเงิน 120,000 บาทและให้จำเลยที่4ร่วมกันรับผิดกับจำเลยที่1-3ต่อโจทก์ที่5และที่ 11 ด้วยนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้น

ต่อมาโจทก์ที่1-5,9-19,21,22,25-28 เเละจำเลยที่1-4ยื่นฎีกา โดยผู้พิพากษาที่นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่โจทก์ที่ 1,3,9,15, 19 และที่ 25-28 จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้ ส่วนโจทก์ที่ 17 ฎีกาโดยได้รับยกเว้นค่าธรรมเนียมศาลสำหรับฎีกา ของจำเลยที่1-3นั้นศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับฎีกาของจำเลยที่1-3เฉพาะในส่วนของโจทก์ที่1-6,9-19,21-23 และไม่รับฎีกาในส่วนของโจทก์ที่ 7,8, 20 และที่ 24- 28 เพราะต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 248 วรรคหนึ่งที่ใช้บังคับขณะยื่นฟ้อง

ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจตรวจสำนวนประชุมปรึกษาแล้วข้อเท็จจริงคู่ความไม่ได้โต้แย้งกันในชั้นฎีการับฟังเป็นยุติว่าขณะเกิดเหตุละเมิดจำเลยที่1 เป็นผู้เยาว์จำเลยที่2-3เป็นบิดามารดา จำเลยที่4 เป็นผู้ครอบครองรถยนต์คันดังกล่าวจำเลยที่1 ได้ขับรถไปตามทางยกระดับอุตราภิมุข ขาเข้าจากดอนเมืองมุ่งหน้าไปดินแดงด้วยความเร็วสูงเมื่อถึงบริเวณใกล้ทางลงบางเขน รถของจำเลยที่1 ชนท้ายผู้โดยสารซึ่งมีนางนฤมล ปิดตาทานัง เป็นผู้ขับ เมื่อเกิดเหตุเฉี่ยวชนทำให้รถตู้โดยสารเสียหลักไปชนขอบกำแพงคอนกรีต ด้านซ้ายเสาไฟฟ้าและเสาป้ายบอกทางแล้วรถตู้โดยสารตกลงมาที่พื้นทางลงจากทางยกระดับ ส่วนรถคันที่จำเลยขับเสียหลักไปชนขอบกำแพงธุรกิจด้านขวาและหมุนกลับไปชนรถตู้โดยสารเป็นเหตุให้มีผู้เสียหายได้รับอันตรายบาดเจ็บสาหัสและถึงแก่ความตายซึ่งหลังเกิดเหตุพนักงานอัยการได้ฟ้องจำเลยที่1เป็นคดีอาญา ซึ่งศาลในคดีอาญาได้วินิจฉัยว่าจำเลยที่1 ขับรถด้วยความเร็วสูงแล่นแซงรถตู้โดยสารแล้วรถของจำเลยที่1 เสียหลักชนท้ายรถตู้โดยสารจำเลยที่1จึงเป็นฝ่ายประมาทให้ลงโทษจำคุกโดยรอการลงโทษไว้คดีอาญาถึงที่สุดตามคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์โดยจำเลยที่7ซึ่งรับประกันภัยรถคันที่ต้องมาที่จำเลยที่1ขับชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้เสียหายโจทก์ทั้ง 28 จึงขอถอนฟ้องจำเลยที่5-7โดยไม่ติดใจเรียกร้องค่าเสียหายทดแทนจากจำเลยที่7ต่อไปโดยระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกาโจทก์ที่6-8ตกลงทำสัญญาประนีประนอมยอมความกันโดยโจทก์ที่ 6-8ยินยอมรับค่าเสียหายจากจำเลยที่1-3รวมเป็นเงิน 500,000 บาทและได้รับเงินดังกล่าวไปเรียบร้อยแล้ว

โจทก์ที่6-8ไม่ติดใจเรียกร้องใดๆจากจำเลยอีกต่อไปซึ่งศาลชั้นต้นได้บันทึกรายงานกระบวนพิจารณาและส่งสัญญาประนีประนอมยอมความมายังศาลฎีกาเพื่อพิพากษาตามยอม ที่จำเลยที่1-3ฎีกาขอลดจำนวนค่าเสียหายที่ต้องรับผิดต่อโจทก์ที่23 จากที่ศาลชั้นต้นสั่งให้จำเลยชำระค่าเสียหายเป็นค่าทุกข์ทรมานแก่โจทก์ที่ 23 เป็นเงิน 400,000 บาทนั้นโจทก์ที่ 23 ไม่ได้อุทธรณ์ ส่วนจำเลยที่1-3อุทธรณ์ว่าเมื่อรถตู้แล่นมาด้วยความเร็วสูงนางนฤมลผู้ขับรถตู้จึงขับรถด้วยความประมาทเช่นกันจากพฤติการณ์ที่นางนฤมลมีส่วนประมาทในเหตุละเมิดการกำหนดค่าขาดไร้อุปการะตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นจึงเป็นจำนวนที่สูงเกินควรซึ่งเป็นการอุทธรณ์โต้แย้งค่าเสียหายของโจทก์รายอื่นไม่เกี่ยวข้องกับค่าเสียหายที่เป็นค่าทนทุกข์ทรมานของโจทก์ที่ 23 แต่ในชั้นฎีกาจำเลยที่1-3กลับมาฎีกาขอให้ลดค่าเสียหายของโจทก์ที่ 23 เป็นเงิน 200,000 บาทฎีกาของจำเลยจึงเป็นฎีกาในข้อที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์จึงไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 249 วรรคหนึ่งที่ใช้บังคับขณะยื่นฟ้องศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

ส่วนปัญหาวินิจฉัยที่ศาลอุทธรณ์รับฟังว่านางนฤมลคนขับรถตู้มีส่วนประมาทแล้วรถจำนวนค่าขาดไร้อุปการะที่จำเลยที่1-3ต้องรับผิดชอบนั้นชอบแล้วหรือไม่และสมควรให้จำเลยที่1-3 ชดใช้ค่าเสียหายเพียงใด

ในปัญหานี้ศาลในคดีส่วนอาญาวินิจฉัยว่าจำเลยที่1กระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายและได้รับอันตรายสาหัสข้อ เท็จจริงดังกล่าวเป็นประเด็นโดยตรงในคดีอาญาซึ่งถึงที่สุดจึงผูกพันจำเลยที่1 ส่วนในเรื่องการมีส่วนประมาทของนางนฤมลคนขับรถตู้ ศาลในคดีส่วนอาญาไม่ได้วินิจฉัยไว้คงมีเพียงพฤติการณ์ในการขับรถของคนขับรถตู้โดยสารเท่านั้นและไม่ได้มีพยานหลักฐานที่พิสูจน์ว่านางนฤมลขับรถด้วยความประมาท

เหตุแห่งความเสียหายจึงเกิดจากการขับรถโดยประมาทของจำเลยที่1 แต่ผู้เดียวผู้ตายเป็นเพียงผู้โดยสารที่นั่งมาในรถตู้ไม่ได้มีส่วนก่อให้เกิดความเสียหาย ที่จำเลยที่2ให้การว่าเหตุ เกิดจากความประมาทของนางนฤมลจำเลยที่2จะต้องนำสืบพยานหลักฐานตามคำให้การแต่จำเลยที่2ไม่สืบพยานจึงไม่มีข้อเท็จจริงให้รับฟังว่านางนฤมลมีส่วนประมาทที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยข้อเท็จจริงในส่วนนี้และกำหนดค่าเสียหายให้แก่โจทก์แต่ละราย4ใน5ส่วนจึงคลาดเคลื่อนและขัดต่อกฎหมาย

ส่วนจำเลยที่1-3 ฎีกาว่าเหตุแห่งความเสียหายมิได้เกิดจากจำเลยที่หนึ่งเป็นผู้กระทำความผิดฝ่ายเดียวเห็นว่าจำเลยที่1 ให้การต่อพนักงานสอบสวนในเรื่องรถตู้โดยสารแล่นพร้อมช่องทางจำเลยที่1 กระพริบไฟขอทางรถตู้โดยสารแล่นเปลี่ยนช่องทางจากขวาสุดมาช่องกลางและเมื่อจำเลยที่ 1 เร่งความเร็วเพื่อแซงรถตู้โดยสารทันใดนั้นรถตู้โดยสารเบนหัวมาช่องขวาสุดทำให้จำเลยตกใจห้ามล้อพร้อมบีบแตรเเละหักพวงมาลัยไปทางซ้ายแต่ตามคำฟ้องในคดีอาญาไม่ปรากฏเรื่องการกระพริบไฟขอทางและหลักฐาน รอยห้ามล้อ ของรถจำเลยที่1 ทำให้ไม่ได้มีการพิจารณาข้อเท็จจริงซึ่งจะเป็นคุณแก่จำเลยที่1และในส่วนค่าเสียหายฝ่ายรถตู้โดยสารจะต้องรับผิดจำเลยที่1-3 ที่เนื่องจากเป็นรถโดยสารสาธารณะทั้งในขณะเกิดเหตุรถตู้โดยสารมาด้วยความเร็วสูงและไม่ได้มีเข็มขัดนิรภัยทำให้ผู้โดยสารกระเด็นออกจากรถแล้วเสียชีวิตแต่ผู้โดยสารไม่เรียกร้องค่าเสียหายจากฝ่ายรถตู้ค่าเสียหายที่จำเลยที่1-3ต้องรับผิดต่อโจทย์อะไรจึงต้องลดจำนวนลงนั้นเมื่อแต่ละฝ่ายฎีกาโต้เถียงเรื่องการมีส่วนประมาทของนางนฤมลและจำนวนค่าเสียหายที่จำเลยที่1-3ต้องรับผิดจึงเห็นควรวินิจฉัยไปพร้อมกันโดยเห็นว่าคดีนี้เป็นคดีแพ่งเกี่ยวเนื่องคดีอาญาในการพิพากษาคดีส่วนแพงศาลต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีส่วนอาญาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา46

ซึ่งศาลอุทธรณ์แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวรับฟังข้อเท็จจริงสรุปความได้ว่ารถของจำเลยที่1 เฉี่ยวชนกับรถตู้โดยสารและรถตู้โดยสารแล่นเข้าปะทะกับเสาcctvซึ่งเป็นการชนปะทะอย่างรุนแรงเกิดความเสียหายแก่รถตู้โดยสารถึงกับหลังคาโค้ง ขณะรถตู้โดยสารเข้าปะทะกับเสาcctvเป็นการปะทะด้วยความแรงซึ่งเกิดจากรถตู้โดยสารยังมีความเร็วสูงอยู่มาก

พฤติการณ์แห่งคดี แสดงว่ารถทั้งสองคันแล่นด้วยความเร็วสูงมากการที่รถของจำเลยที่1ซึ่งแล่นตามหลังสามารถแล่นทันและเข้าเฉี่ยวชนกับรถตู้โดยสารแสดงว่ารถของจำเลยที่1แล่นด้วยความเร็วสูงกว่ารถตู้โดยสาร

จำเลยที่1ขับรถด้วยความเร็วสูงเกินขีดจำกัดความเร็วในทางยกระดับแล่นแซงรถตู้โดยสารแล้วรถของจำเลยที่1เสียหลักชนท้ายรถตู้โดยสารจนเกิดเหตุขึ้นจำเลยที่1จึงเป็นฝ่ายประมาทจำเลยที่1ต้องผูกพันตามคำพิพากษาคดีส่วนอาญาซึ่งถึงที่สุดดังกล่าวส่วนเรื่องการมีส่วนประมาทของ นางนฤมล ศาลในคดีส่วนอาญามิได้วินิจฉัยไว้และปัญหาดังกล่าวใช่ประเด็นโดยตรงในคดีส่วนอาญาไม่

ที่ศาลในคดีส่วนอาญาให้เหตุผลประกอบคำวินิจฉัยว่านางนฤมลขับรถตู้โดยสารมาด้วยความเร็วสูงเป็นเพียงแสดงให้เห็นว่าการที่จำเลยที่หนึ่งขับรถด้วยความเร็วที่ สูงมากจนแล่นทันรถตู้โดยสารแล้วรถของจำเลยที่1 เสียหลักเฉี่ยวชนรถตู้โดยสารซึ่งแล่นมาด้วยความเร็วสูงเช่นกันทำให้รถตู้โดยสารเสียหลักไปปะทะกับเสาริมทางจนเกิดความเสียหายอย่างรุนแรงจึงเป็นการกระทำโดยประมาทของจำเลยที่1เฉพาะจำเลยที่หนึ่งจึงเป็นผู้กระทำความผิดในครั้งนี้คำพิพากษาในคดีอาญาถึงที่สุดแล้วการที่จำเลยที่1-3มาฎีกาในทำนองว่าคำฟ้องในคดีอาญาไม่ได้กล่าวถึงพฤติการณ์การขับรถที่ไม่เป็นปกติของนางนฤมล ซึ่งหากมีข้อเท็จจริงดังกล่าวเพราะจะเป็นคุณแก่จำเลยที่หนึ่งหาได้เป็นสาระแก่คดีไม่ ข้อเท็จจริงจึงรับฟังไม่ได้ว่านางนฤมลมีส่วนประมาทในอุบัติเหตุครั้งนี้การที่ศาลอุทธรณ์นำพฤติการณ์การขับรถตู้โดยสารของนางนฤมลที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีส่วนอาญามารับฟังว่านางนฤมลมีส่วนประมาทแล้วรถจำนวนค่าเสียหายในส่วนค่าขาดไร้อุปการะละให้จำเลยที่1-3 ต้องรับผิดชดใช้แก่โจทก์แต่ละราน4ใน5ส่วนนั้นจึงไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา

เมื่อพิจารณาว่าอุบัติเหตุรุนแรงทั้งนี้เกิดจากการขับรถประมาทของจำเลยที่1ผู้โดยสารที่นั่งในรถตู้หาได้มีส่วนทำความผิดก่อให้เกิดความเสียหายอย่างใดไม่ หากเเต่เป็นผู้ได้รับเคราะห์ภัยจากอุบัติเหตุจนต้องเสียชีวิต สำหรับนางนฤมลคนขับรถตู้ที่ถึงแก่ความตายข้อเท็จจริงก็ยังรับฟังไม่ได้ว่านางนฤมลมีส่วนประมาทด้วยจึงไม่มีเหตุที่จะลดจำนวนค่าเสียหายในส่วนค่าขาดไร้อุปการะ ส่วนจำเลยที่1-3ฎีกาว่าฝ่ายรถตู้โดยสารต้องรับผิดมากกว่าเพราะเป็นรถโดยสารสาธารณะและไม่มีเข็มขัดนิรภัยก็หาได้มีเหตุผลให้รับฟังไม่

จำเลยที่1-3จึงไม่มีข้ออ้างที่จะขอลดจำนวนค่าเสียหายลงอีกเมื่อเป็นดังที่วินิจฉัยข้างต้นการที่ศาลอุทธรณ์กำหนดค่าขาดไร้อุปการะเต็มจำนวนแล้วลดหย่อนให้จำเลยที่1-3รับผิดชดใช้4ใน5ส่วนนั้นศาลฎีกาไม่เห็นพ้อง

ด้วยจึงสมควรแก้ไขโดยให้จำเลยที่1-3รับผิดในค่าขาดไร้อุปการะเต็มจำนวนดังนั้นจำเลยที่1-3ต้องชดใช้ค่าขาดไร้อุปการะแกโจทก์ที่1เป็นเงิน 1,000,000บาท ,โจทก์ที่2เป็นเงิน 1,500,000 บาท ,โจทก์ที่3เป็นเงิน 1,000,000 บาทโจทก์ที่4 เป็นเงิน 1,500,000 บาท,โจทก์ที่5เป็นเงิน 1,800,000 บาท,โจทก์ที่9 เป็นเงิน 1,000,000 บาทโจทก์ที่ 10 เป็นเงิน 1,500,000 บาท,โจทก์ที่ 11 เป็นเงิน1,000,000 บาทโจทก์ที่ 12 เป็นเงิน 1,500,000 บาท,โจทก์ที่ 13 เป็นเงิน 1,800,000 บาท,โจทก์ที่ 14 เป็นเงิน 1,500,000 บาท,โจทก์ที่ 15 เป็นเงิน1,000,000บาท,โจทก์ที่ 16 เป็นเงิน 1,500,000 บาท,โจทก์ที่ 18 เป็นเงิน 1,500,000 บาทโจทก์ที่ 19 เป็นเงิน1,000,000บาท,โจทก์ที่21 เป็นเงิน 1,500,000 บาท,โจทก์ที่ 22 เป็นเงิน 1,500,000 บาท,โจทก์ที่ 25 เป็นเงิน 150,000 บาท,โจทก์ที่ 26 เป็นเงิน 245,925 บาท,โจทก์ที่ 27 เป็นเงิน 100,000 บาท,เเละโจทก์ที่ 28 เป็นเงิน 150,000 บาท

สำหรับโจทย์ที่ 17 ฎีกาขอให้กำหนดค่าขาดไร้อุปการะละเป็นเงิน 1,800,000 บาทตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น เเต่คำฟ้องในส่วนของจำเลยที่ 17 ขอเรียกค่าขาดไร้อุปการะละเป็นเงิน 1,243,116 บาทเท่านั้นเมื่อค่าขาดไร้อุปการะที่ศาลชั้นต้นกำหนดให้เกินไปกว่าหรือนอกจากที่ปรากฏในคำฟ้องและคำขอท้ายฟ้องซึ่งศาลอุทธรณ์แก้ไขคำพิพากษาศาลชั้นต้นโดยกำหนดค่าขาดไร้อุปการะให้แก่โจทก์ที่ 17เป็นเงิน1,000,000บาทและค่าขาดไร้อุปการะจำนวนดังกล่าวเหมาะสมแล้วจึงให้เป็นไปตามจำนวนเงินนั้นโดยไม่ต้องลดส่วนความรับผิดชอบของจำเลยที่1-3เช่นนี้ฎีกาของโจทก์ที่1-5,9-16, 18 , 19, 21, 22 และที่ 24-28 จึงฟังขึ้นและฎีกาของโจทก์ที่ 17 ฟังขึ้นบางส่วนสำหรับฎีกาของจำเลยที่1-3ฟังไม่ขึ้นส่วนจำเลยที่4ต้องร่วมกับจำเลยที่1-3รับผิดต่อโจทย์ที่5และที่ 11หรือไม่เพียงใด

เห็นว่าในวันเกิดเหตุจำเลยที่4ทราบดีอยู่แล้วว่าจำเลยที่1ยังเป็นผู้เยาว์ไม่มีใบอนุญาตขับรถตามกฏหมาย ย่อมต้องตระหนักว่าการที่จำเลยที่1ไม่มีใบอนุญาตขับรถอาจเสี่ยงต่อการก่อให้เกิดอันตรายแก่ชีวิตหรือทรัพย์สินของบุคคลอื่นได้แต่จำเลยที่ยังรู้เห็นยินยอมให้นำรถยนต์ที่ตนครอบครองอยู่ไปขับซึ่งหากจำเลยที่4ไม่รู้เห็นยินยอมเช่นนั้นความเสียหายคงไม่เกิดขึ้นจำเลยที่4จึงต้องรับผิดในผลแห่งการละเมิดของจำเลยที่1ด้วยเมื่อพิจารณาตามข้อเท็จจริงที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยเป็นยุติแล้วว่าจำเลยที่4ทราบว่าจำเลยที่1เป็นผู้เยาว์ไม่มีใบอนุญาตขับรถในช่วงเวลานั้นจำเลยที่4จะต้องยับยั้งไม่ให้จำเลยที่1ขับรถยนต์ออกไปหรือต้องห้ามปรามจำเลยที่1ในทันทีหรือต้องรีบโทรศัพท์ติดต่อให้จำเลยที่1นำรถยนต์กลับเมื่อคืนโดยเร็ว แต่จำเลยที่4ก็ไม่ได้ดำเนินการใดๆเป็นการไม่เอาใจใส่ว่าจำเลยที่1ซึ่งเป็นผู้เยาว์จะขับรถไปเสี่ยงเเก่การเกิดอุบัติเหตุ จำเลยที่4ซึ่งเป็นผู้รับดูแลจำเลยที่1ผู้เยาว์โดยปริยายจึงไม่ได้ใช้ความระมัดระวังตามสมควรในการดูแลจำเลยที่1เช่นนี้จึงต้องร่วมรับผิดในผลแห่งการละเมิดซึ่งจำนวนค่าเสียหายที่จำเลยที่4 ต้องร่วมรับผิดเป็นจำนวนเดียวกับที่จำเลยที่1ถึงที่3ต้องชำระแก่โจทก์ที่5และที่ 11หาได้มีเหตุที่จะลดความรับผิดของจำเลยที่4ให้เหลือเพียงบางส่วนไม่ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้จำเลยที่4ร่วมกับจำเลยที่1-3รับผิดต่อโจทย์ ที่5และที่ 11ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยจึงกำหนดให้จำเลยที่4ต้องร่วมกับจำเลยที่1-4ชดใช้ค่าขาดไร้อุปการะให้แก่โจทก์ที่5เป็นเงิน 1,800,000 บาทและโจทก์ที่ 11 เป็นเงิน1,000,000บาทฎีกาของจำเลยที่4ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าสำหรับคำพิพากษาของศาลฎีกาในคดีนี้ได้เเก้ค่าเสียหายในส่วนขาดไร้อุปการะที่ศาลอุทธรณ์มองว่า นางนฤมลคนขับรถตู้มีส่วนประมาทอยู่บ้างย่อมถือมีส่วนทำผิดความผิดก่อให้เกิดความเสียหายแต่ไม่ได้เป็นผลโดยตรง ค่าสินไหมทดแทนที่ต้องชดใช้จึงต้องพิจารณาลดหย่อนค่าเสียหายในส่วนค่าขาดไร้อุปการะแก่โจทก์แต่ละราย 4 ใน 5 ส่วน
ส่งผลให้จำเลยที่ 1-3 ร่วมกันชำระเงิน แก่โจทก์ที่ 1- 5 ,9-19,21- 22 ,25 -28 รวมเป็นเงิน 19,826,925 บาท เเต่ศาลฎีกามองว่าค่าขาดไร้อุปการะจำเลยที่ 1-3 ต้องร่วมชดใช้ตามที่ศาลชั้นต้องกำหนดให้โจทก์แต่ละรายเห็นว่าเป็นอัตราที่เหมาะสมแล้วส่งผลให้ฝ่ายจำเลยต้องชดใช้ค่าเสียหายกับกลุ่มโจทก์ในชั้นฎีการวมกว่า 24,796,925 บาท

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก
Line @Matichon ได้ที่นี่

LINE @Matichon