วันที่ 3 มิถุนายน 2559 ผู้สื่อข่าวรายงานความคืบหน้าการขนเสือออกจากวัดป่าหลวงตาบัวญาณสัมปันโน หมู่ 5 ต.สิงห์ อ.ไทรโยค จ.กาญจนบุรี ที่ยังคงเหลืออีก จำนวน 35 ตัว ภายหลังจากที่เจ้าหน้าที่อุทยานฯ และทีมสัตวแพทย์ของกรมอุทยานฯ ได้เข้าดำเนินการขนย้ายในช่วง 4 วันที่ผ่านมาไปได้ จำนวน 102 ตัว จากทั้งหมด 137 ตัว ต่อมาได้พบซากลูกเสือกจำนวน 40 ตัว ซากสัตว์ต่างๆ รวมไปถึงหนังเสือ ตะกรุดหนังเสือ เขี้ยว หนังชิ้น ได้อีกพันชิ้น และซากลูกเสือดอกในขวดโหล 30 ซาก อีกทั้งเขากระทิง เขากวาง นั้น
ล่าสุดเมื่อเวลา 06.00 น. ที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช นำโดย นายอดิศร นุชดำรงค์ รองอธิบดีกรมอุทยานฯ พร้อมกำลังผสม 500 นาย ยังคงปักหลักอยู่ที่วัดป่าหลวงตาบัวญาณสัมปันโน เพื่อทำการขนย้ายเสือโคร่งของกลางที่มีอยู่ภายในวัดดังกล่าว ซึ่งวันนี้เป็นวันที่ 5 โดยกำลังเจ้าหน้าที่กรมอุทยานฯ และคณะสัตวแพทย์ของกรมอุทยานฯ ที่ระดมมาจากทั่วประเทศเป็นกำลังหลักในการขนย้ายเสือ โดย 4 วันที่ผ่านมา สามารถขนย้ายไปได้แล้ว 102 ตัว โดยดำเนินการขนย้ายไปไว้ที่สถานีเพาะเลี้ยงสัตว์ป่าเขาประทับช้าง และที่สถานีเพาะเลี้ยงสัตว์ป่าเขาสน อ.จอมบึง จ.ราชบุรี
ต่อมาคณะเจ้าหน้าที่ตรวจค้นพบเสือโคร่งอีก จำนวน 2 ตัว หลบอยู่ในช่องอุโมงค์บริเวณภายในลานแสดงเสือ ซึ่งเสือโคร่งทั้ง 2 ตัวเป็นเสือพ่อพันธุ์และแม่พันธุ์ ตัวผู้ชื่อสายฟ้า อายุ 17 ปี และเพศเมียชื่อน่านฟ้า อายุ 15 ปี โดยเสือทั้งสองตัวเป็นที่รักใคร่ของพระสุทธิสารเถร หรือหลวงตาจันทร์เป็นอย่างมาก และ 1 ใน 2 เคยตะปบหลวงตาจันทร์ได้รับบาดเจ็บมาแล้วครั้งหนึ่ง โดยการจับเสือทั้งสองตัวนี้ คณะเจ้าหน้าที่ต้องขอความช่วยเหลือจาก อ.น.สพ.มาโนชญ์ ยินดี ผอ.โรงพยาบาลปศุสัตว์และสัตว์ป่า ปศุปาลัน คณะสัตวแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล วิทยาเขตกาญจนบุรี พร้อมทีมงานซึ่งก็ใช้เวลาไม่นักนักก็สามารถวางยาสลบแล้วนำไปไว้ที่จังหวัดราชบุรีได้ ล่าสุดคณะสัตว์แพทย์สามารถดำเนินการขนย้ายเสือโคร่งได้ในช่วงเช้าของวันนี้ไปได้ทั้งหมด 17 ตัว ยังคงเหลืออีก 20 ตัว ซึ่งคาดว่าในช่วงบ่ายจะสามารถดำเนินการได้อีกจำนวนหนึ่งเท่านั้น และยังคงต้องดำเนินการต่อในวันพรุ่งนี้

ขณะที่คณะสัตวแพทย์ได้ทำการจับหมีขอ อายุประมาณ1-2 ปี โดยนำกรงเข้าไปดักไว้บริเวณประตูเข้าออกของหมี และนำน้ำหวานมาป้อนให้หมีกินเพื่อเป็นการผ่อนคลายความเครียด โดยมีผู้ดูแลเสือของวัดซึ่งเป็นชาวต่างชาติเข้ามาช่วยต้อนหมีเข้ากรง ซึ่งใช้เวลานานกว่า 1 ชั่วโมง จึงสามารถจับได้ในที่สุด โดยเจ้าหน้าที่จะนำมันไปไว้ที่ สถานีเพาะเลี้ยงสัตว์ป่าบางละมุง จ.ชลบุรี
จากนั้น นายอดิศร ได้ประสานไปยังเจ้าหน้าที่ตำรวจกองพิสูจน์หลักฐานจังหวัดกาญจนบุรี ให้เข้าร่วมตรวจค้นรถยนต์ตู้ยี่ห้อเบนซ์ สีบอรนซ์ หมายเลขทะเบียน ฮค 6868 กทม.ของหลวงตาจันท์ ที่จอดอยู่ภายในอาคารหอฉันน้ำปะนะ ซึ่งผลการตรวจค้นไม่พบสิ่งผิดกฎหมายแต่อย่างใด โดยมีเพียงเต้นท์ และเขี้ยวเสือที่ทำจากเรซิ่นแล็อกเก็ตจำนวนหนึ่งเท่านั้น โดยคณะเจ้าหน้าที่ใช้เวลานานกว่า 1 ชั่วโมงจึงแล้วเสร็จ
ต่อมา คณะเจ้าหน้าที่ได้เข้าตรวจค้นภายในกุฏิของหลวงตาจันทร์อีกครั้งหนึ่ง ซึ่งพบไม้เท้าประดับด้วยเขี้ยวเสือ 1 อัน และพบเครื่องฮาร์ดดิส ของกล้องวงจรปิด 1 เครื่อง เจ้าหน้าที่จึงนำไปตรวจสอบ โดมีพระละม่อม วันทิยา พระลูกวัดเป็นผู้เซ็นต์หนังสือรับทราบ
พระละม่อม วันทิยา พระลูกวัด ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนในภายหลังว่า พระสุทธิสารเถร หรือหลวงตาจันทร์ เจ้าอาวาสวัดป่าหลวงตาบัว ญาณสัมปันโน ได้ออกจากวัดไปตั้งแต่วันที่ 29 พ.ค.ที่ผ่านมา โดยมีลูกศิษย์ชื่อบุญลือเป็นคนในพื้นที่ ขับรถยนต์เก๋งยี่ห้อฮอนด้าซีวิค สีขาวไม่ทราบหมายเลขทะเบียนมารับ ทราบเพียงว่าจะไป กทม.แต่ไม่ทราบว่าไปที่ใด และหลังจากหลวงตาจันทร์ออกไปจากวัดก็ไม่ได้โทรประสานมาอีกเลย ซึ่งอาตมาเองก็ไม่สามารถติดต่อหลวงพ่อได้เนื่องจากไม่เคยมีเบอร์โทรของหลวงพ่อ
พระละม่อมกล่าวว่า สำหรับซากหนังเสือโคร่งและของกลางอื่นที่ถูกเจ้าหน้าที่ยึดได้ภายในรถ อาตมาและพระรูปอื่นเป็นผู้ขนออกมาจากกุฏิของหลวงพ่อเอง ซึ่งก็รู้ว่าเป็นของผิดกฎหมาย ซึ่งเมื่อสื่อมวลชนสอบถามเกี่ยวกับจุดหมายที่หลวงตาจันทร์จะไป รวมทั้งรถยนต์ที่ใช้เดินทางหมายเลขทะเบียนอะไร และสอบถามเกี่ยวกับซากลูกเสือที่ดองไว้ในขวดโหล รวมทั้งที่มาที่ไปของเครื่องรางที่เป็นตะกรุดหางเสือ ซึ่งพระละม่อมก็ได้กล่าวปฏิเสธว่าไม่รู้ไม่เห็น โดยอ้างว่าเพิ่งจะมาอยู่ที่วัดแห่งนี้ได้ไม่นาน
นายอดิศร เปิดเผยว่า จากการทำงานในช่วงระยะเวลา 4 วัน เจ้าหน้าที่สามารถดำเนินการขนย้ายไปได้แล้ว จำนวน 102 ตัว จากที่ตั้งเป้าไว้ที่ 104 ตัว เนื่องจากสภาพอากาศมืดค่ำเสียก่อน และเสือที่เหลืออยู่ส่วนใหญ่เป็นเสือที่มีขนาดใหญ่ บางตัวมีลักษณะนิสัยดุร้าย ซึ่งเป็นสัญชาติญาณของสัตว์ป่า เนื่องจากไม่ใช่เสือที่นำออกมาให้บริการแก่นักท่องเที่ยว และไม่เคยเจอผู้คนมาก่อน และบางส่วนก็มีอายุมากและมีปัญหาสุขภาพ ดังนั้นจะต้องใช้ความระมัดระวังอย่างมากในการวางยาสลบ และการเคลื่อนย้ายเป็นพิเศษ เนื่องจากมีความเสี่ยงที่เสืออาจเป็นอันตรายได้ และเพื่อป้องกันอันตรายที่จะเกิดกับเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงาน ซึ่งตั้งเป้าว่าในวันนี้จะดำเนินการขนย้ายให้ได้ จำนวน 30 ตัว ซึ่งในช่วงเช้าสามารถขนย้ายไปได้แล้ว 17 ตัว ดังนั้นคาดว่าในวันพรุ่งนี้จะเหลือที่ต้องทำการขนย้ายอีกไม่เกิน 10 ตัวสุดท้าย
ส่วนกรณีกระแสข่าวการค้าเสือข้ามชาติของวัดแห่งนี้ นายอดิศรกล่าวว่า ยังไม่มีหลักฐานชัดเจน มีเพียงการให้ข้อมูลจากผู้ดูแลเสือของวัดซึ่งเป็นชาวต่างชาติที่เคยทำงานที่วัดแห่งนี้ และหลักฐานเป็นคลิปภาพที่มีรถยนต์กระบะเข้ามาพร้อมกัน 3 คัน ในเวลากลางคืน และก็ขับออกจากวัดไป และคลิปเสียงการสนทนาระหว่างอดีตทนายของวัดกับผู้ดูแลเสือซึ่งมีการให้ข้อมูลกันและเปิดเผยว่ามีการทำอะไรกันบ้าง ซึ่งคาดว่าน่าจะมีปัญหาขัดแย้งกันภายในวัด คลิปเสียงดังกล่าวจึงถูกนำมาเปิดเผยในภายหลัง
“การที่จะชี้ชัดว่าวัดแห่งนี้ลักลอบค้าเสือข้ามชาติ มีเพียงหลักฐานบางส่วนที่บ่งชี้ว่า มีการผลิตสินค้าที่เกี่ยวข้องกับเสือ เช่น ฉลากที่ติดไว้ที่ขวดพลาสติกได้มีการโฆษณาสินค้า อาทิ อาหารเสริมพลังเสือ และสุมนไพรเขากวางอ่อน ซึ่งแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่าเป็นการกระทำเพื่อการค้า และล่าสุดที่เจ้าหน้าที่สามารถตรวจค้นพบสิ่งผิดหมายต่างๆ ซึ่งเป็นซากและชิ้นส่วนต่างๆ ของเสือโคร่ง เท่ากับเป็นการตอกย้ำ กระแสข่าวที่ว่าวัดแห่งนี้มีการเพาะเลี้ยงเสือ รวมทั้งชิ้นส่วนของเสือ และผลิตภัณฑ์จากเสือที่เพาะเลี้ยงให้แก่ตลาดมืดให้มีน้ำหนักมากขึ้น แต่ยังไม่มีหลักฐานที่ชัดเจนที่จะเอาผิดได้” นายอดิศร กล่าว
รายงานระบุต่อมาว่า หลังจากที่เจ้าหน้าที่เข้ามาดำเนินการขนย้ายเสือในพื้นที่ ทางเจ้าหน้าที่วัดก็ไม่ได้เข้ามาดูแลสัตว์ที่เหลืออยู่เป็นจำนวนมากเลย ซึ่งมีทั้ง ม้า กวางรูซ่า หมูป่า และ วัว ควาย จึงทำให้มันต้องอดอาหารและน้ำ ทางกรมอุทยานฯ จึงต้องรับเลี้ยงดูด้วยความเมตตา พร้อมประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ มูลนิธิสืบนาคะเสถียร ปางช้างที่อยู่ใกล้เคียง เอกชน มูลนิธิต่างๆ ก็ทยอยเข้ามาให้ความช่วยเหลือ โดยได้นำอาหารมามอบให้ทางกรมอุทยานฯ เพื่อนำไปเลี้ยงสัตว์ในวัดได้ ซึ่งเป็นการบรรเทาความเดือดร้อนเรื่องอาหารของพวกมันได้ในระดับหนึ่ง
ทั้งนี้โดยเบื้องต้นได้กล่าวโทษร้องทุกข์ พระจักรกฤษณ์ สณหกิตติโก พระเลขาเจ้าอาวาสฯ และ นายเนตร กุลเรืองไกล อายุ 42 ปี และ นายก้องเกียรติ จันเพ็ง อายุ 37 ปี ลูกศิษย์วัดฯ และจากการสืบสวนขยายผลยังมีพระลูกวัดที่มีส่วนเกี่ยวข้องอีก 2 รูป ประกอบด้วย พระละม่อม วันทิยา และ พระสนองชัย แสงนาค จะได้ให้พนักงานสอบสวนออกหมายเรียกให้มารับทราบข้อกล่าวหาต่อไป
“อย่างไรก็ตามวัดก็ยังคงเป็นวัดต่อไป แต่หากไม่มีสัตว์ที่ต้องเลี้ยงดูแล้ว พระท่านจะได้สงบและปฏิบัติธรรมได้มากขึ้น” นายอดิศร กล่าว

