ป.ป.ส.คุมเข้มยาเสพติดชนิดใหม่ ผลิตจากสารเคมี เชื่อยังควบคุมได้-ตั้งกลไกควบคุมกัญชา

ป.ป.ส.คุมเข้มยาเสพติดสังเคราะห์ชนิดใหม่ ผลิตจากสารเคมี เชื่อสถานการณ์ยังควบคุมได้ พร้อมเตรียมหารือตั้งกลไกควบคุมกัญชาทั้งระบบ

เมื่อวันที่ 7 ส.ค. ที่โรงแรมมิราเคิล แกรนด์ นายวิศิษฏ์ วิศิษฏ์สรอรรถ ปลัดกระทรวงยุติธรรม เปิดการประชุมวิชาการสารเสพติดระดับชาติ ครั้งที่ 11 : สภาวการณ์นานาชาติที่มีผลต่อการใช้สารเสพติด (International Influences on Drug Abuse) โดยนายนิยม เติมศรีสุข เลขาธิการ ป.ป.ส. พร้อมด้วยนักวิชาการ เจ้าหน้าที่ ผู้ปฏิบัติงานด้านการป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติด ทั้งในประเทศและต่างประเทศ เข้าร่วมแลกเปลี่ยนความรู้และประสบการณ์ ในหัวข้อต่างๆ เช่น การอุบัติของสารเสพติดชนิดใหม่ และการอุบัติซ้ำของ สารเสพติดชนิดเดิม ตลาดยาเสพติดและอาชญากรรมบนโลกออนไลน์ การอนุญาตให้ใช้กัญชาเพื่อการรักษา และกฎหมายการเปิดเสรี  กำหนดจัดการประชุมระหว่างวันที่ 7-9 สิงหาคม 2562 

นายนิยมกล่าวว่า สารออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาทชนิดใหม่(NPS) ขณะนี้หลายประเทศทั่วโลกรวมทั้งประเทศไทยกำลังเผชิญกับแนวโน้มของความเปลี่ยนแปลงการใช้สารเสพติดที่เปลี่ยนจากการใช้สารเสพติดที่ผลิตจากพืชมาเป็นการใช้สารเสพติด ที่ผลิตจากสารสังเคราะห์ ซึ่งเพียงแต่เอาสารเคมีมาสังเคราะห์กัน  ก็สามารถผลิตยาเสพติดได้และใช้เวลาสั้น และมีความหลากหลายกว่าการใช้สารเสพติดจากพืชเสพติด  ที่ต้องใช้พื้นที่ปลูก ภูมิอากาศที่เหมาะสมและสถานที่ในการแปรรูป ซึ่งสารเสพติดชนิดใหม่นี้ เป็นแนวโน้มที่เปลี่ยนแปลงและเปลี่ยนไปทั่วโลก

นายนิยมยังกล่าวด้วยว่า สารสังเคราะห์ที่นำมาผลิตยาเสพติด ส่วนใหญ่แบ่งเป็น 2 กลุ่ม  กลุ่มแรกคือกลุ่มที่ตัวของสารชนิดนั้น เป็นสารผิดกฎหมาย และมีการควบคุมอยู่แล้ว ส่วนใหญ่ใช้ในอุตสาหกรรมหรือใช้ในการผลิตอาหารหรือผลิตยา โดยประเด็นสำคัญในการควบคุมคือการควบคุมตัวหลักที่ใช้เป็นสารตั้งต้น เช่น เอฟิดรีน ซูโดอิเฟรดรีน เพื่อไม่ให้นำมาผลิตยาบ้า หรือไอซ์  อีกส่วนหนึ่งเป็นเคมีภัณฑ์ที่ไม่ผิดกฎหมาย แต่ก็ต้องควบคุม เช่น กาเฟอีน ซึ่งการควบคุมต้องอาศัยเครือข่ายทั้งประเทศผู้ผลิต ประเทศทางผ่านและอุตสาหกรรมที่ใช้สารเหล่านี้ เพื่อไม่ให้เล็ดลอดถูกนำมาใช้ในทางที่ผิด ทั้งนี้ ที่ผ่านมาเชื่อว่ามีการลักลอบนำเข้าสารเหล่านี้  ซึ่งได้ใช้ระบบการควบคุมโดยความร่วมมือกันหลายฝ่าย ทั้งกรมศุลกากร กรมโรงงานอุตสาหกรรม อย.เพื่อควบคุมการนำเข้าและนำไปใช้ แต่ยอมรับว่ายังมีบางส่วนหลุดรอดไปในตลาดมืด ซึ่งได้ขยายความครอบคลุมไปยังแนวชายแดนและประเทศเพื่อนบ้าน

Advertisement

นายนิยมกล่าวด้วยว่า สำหรับผู้ใช้ยาเสพติดชนิดใหม่นี้ ในประเทศไทยเคยมีผู้เสียชีวิตแต่จำนวนไม่มากและเป็นลักษณะจากการใช้ยาเกินขนาด ทั้งกลุ่มกระตุ้นประสาท กดประสาท และกลุ่มเฮโรอีน แต่เชื่อว่าสถานการณ์ในประเทศไทยยังคงอยู่ในภาวะที่ควบคุมได้เนื่องจากจำนวนของผู้ใช้ผู้เสพและผู้ที่เสียชีวิตยังน้อยกว่าในอีกหลายประเทศ แต่ก็ยังคงต้องเฝ้าระวัง 

นายนิยม เติมศรีสุข เลขาธิการ ป.ป.ส.

เมื่อถามถึงการตั้งคณะกรรมการโยบายยาเสพติดแห่งชาติเพื่อมาควบคุมการใช้ยาเสพติดโดยเฉพาะกัญชาในการรักษาผู้ป่วยนั้น เลขาธิการ ป.ป.ส. กล่าวว่า ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องมีแนวคิดว่าน่าจะมีการกำหนดกลไกขึ้นมาควบคุมดูแล ตั้งแต่การผลิต ความต้องการ การแปรรูปเป็นสารสกัด และการแจกจ่ายและการใช้ประโยชน์จากกัญชา ขณะนี้กำลังหารือกันระหว่างกระทรวงสาธารณสุขและ ป.ป.ส.ในเรื่องรูปแบบของกลไกที่จะมาควบคุม ดูแลในเรื่องนี้ ซึ่งน่าจะเป็นกลไกเดิมที่นายกรัฐมนตรี กำหนดไว้ในรูปของคณะกรรมการขับเคลื่อน และจะใช้องค์กรนี้ในการควบคุมดูแล

“วันนี้กัญชายังเป็นสิ่งผิดกฎหมาย ยังผลิตไม่ได้ไม่ว่าจะเป็นการปลูกการแปรสภาพการนำเข้าส่งออกการครอบครองหรือการเสพ ถ้าไม่ได้รับอนุญาตภายใต้กฎหมาย ซึ่งหากพบการกระทำก็ต้องดำเนินการภายใต้กฎหมาย ในส่วนที่เป็นยาแล้วได้รับอนุญาตแล้ว ไม่ว่าจะเป็นการผลิตหรือการใช้การแพทย์ก็ต้องเดินตามแนวทางนั้นไป ซึ่งสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) เป็นผู้ดูแล” เลขาธิการ ป.ป.ส.กล่าวย้ำ 

ด้านนายวิศิษฏ์กล่าวถึงความคืบหน้าของร่างประมวลกฎหมายยาเสพติด ฉบับล่าสุด ว่า หลังจากร่างกฎหมายฉบับนี้ได้เข้าสู่การพิจารณาของสภานิติบัญญัติแห่งชาติแล้ว  ขณะนี้ในส่วนของ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ได้ยืนยันร่างกฎหมายฉบับนี้ไปยังคณะรัฐมนตรี (ครม.) แล้ว ซึ่งขณะนี้อยู่ในขั้นตอนของ ครม.ที่จะต้องกำหนดว่าจะทำอย่างไรต่อไป ในส่วนของกระทรวง ยังยืนยันในเนื้อหาเรื่องเดิมซึ่งมีสาระสำคัญคือความชัดเจนในเรื่องการควบรวมทั้งเรื่องของสารเสพติดและวัตถุออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท ให้เกิดการควบคุมภายใต้นโยบายเดียวกัน

นายวิศิษฏ์กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ยังมีประเด็นคือเรื่องที่เกี่ยวข้องกันระหว่างผู้เสพและผู้ป่วยจะมุ่งเน้นให้กระบวนการเข้าสู่กระบวนการรักษาของระบบสาธารณสุขเป็นหลัก และสุดท้ายในส่วนของที่เป็นคดีความจะเน้นหนักให้ศาลมีแนวทางในการใช้ดุลพินิจในการตัดสินคดีมากขึ้น ลดกรอบเรื่องของความผิดเดิมที่หากพบการกระทำผิดก็ต้องประหารชีวิตเพียงอย่างเดียวโดยจะต้องมีการปรับให้มีโอกาสที่ศาลได้มีดุลยพินิจอื่นๆ ได้มากขึ้น อย่างไรก็ตาม ทั้งหมดนี้เป็นหลักการที่เมื่อเข้าสู่สภาแล้ว ก็คงมีการปรับปรุงและเปลี่ยนแปลงได้อีก โดยเชื่อว่ากฎหมายที่อยู่ในการพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎรไม่ว่าจะเป็นฉบับใดก็ตาม หากเป็นกฎหมายที่มีความสำคัญก็มักจะใช้เวลานานพอสมควร และเชื่อว่าสภา ที่มาจากการเลือกตั้งและมีความคิดที่หลากหลาย จะทำให้กฎหมายมีความสมดุล ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของกฎหมายทุกฉบับ หากจะมีการพิจารณาให้ปรับปรุงเปลี่ยน แปลงก็สามารถทำได้ เชื่อว่าจะช่วยทำให้กระบวนการในการพิจารณา เรื่องยาเสพติดของประเทศมีมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น  ทั้งนี้ จากข้อมูลของการพิพากษาจำคุกของศาลในแต่ละปี  มีจำนวนผู้ต้องคำพิพากษาจำคุกประมาณ 2 แสนคน  ในจำนวนนี้ร้อยละ 70 -80 เป็นคดีที่เกี่ยวข้องกับยาเสพติด

QR Code
เกาะติดทุกสถานการณ์จาก Line@matichon ได้ที่นี่
Line Image