วันที่ 6 มิถุนายน น.ส.ปริญญา บุญฤทธิฤทัยกุล ผู้ประสานงานเครือข่ายสิทธิผู้ลี้ภัยและคนไร้รัฐเปิดเผยว่า อไซลัมแอสเซสประเทศไทย ร่วมกับอนุกรรมการด้านสิทธิพลเมือง คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ สถาบันสิทธิมนุษยชนและสันติศึกษา มหาวิทยาลัยมหิดล เครือข่ายองค์กรด้านประชากรข้ามชาติ เครือข่ายสิทธิผู้ลี้ภัยและคนไร้รัฐ (CRS)ฟอร์ติฟายไรท์ และมูลนิธิสิทธิมนุษยชนและการพัฒนา จัดสัมมนา “1 ปีวิกฤตผู้อพยพชาวโรฮิงญา : การอพยพย้ายถิ่นอย่างไม่ปกติในอ่าวเบงกอลและทะลอันดามัน” ซึ่งจะมีขึ้นในวันที่ 8 มิ.ย.ที่โรงแรมรอยัลเบญจา กทม.
น.ส.ปริญญาเปิดเผยว่า ในวาระที่ครบระยะเวลา 1 ปี นับตั้งแต่เดือน พ.ค.58 ในการปราบปรามการค้ามนุษย์ของรัฐบาลไทยและวิกฤติการณ์ผู้อพยพชาวโรฮิงญาในอ่าวเบงกอลและทะเลอันดามัน เพื่อทบทวนปัญหา อุปสรรคและความท้าทายในการดำเนินการจัดการการหลบหนีเข้ามาของชาวโรฮิงญาตามกฎหมายและนโยบายของรัฐบาล จะนำเสนอแนวทางและประสบการณ์การจัดการการอพยพลี้ภัยชาวโรฮิงญาในประเทศเพื่อนบ้าน
น.ส.ปริญญากล่าวว่า ความพยายามของรัฐบาล ในการปราบปรามขบวนการนำพาและค้ามนุษย์ชาวโรฮิงญา ที่นำไปสู่การพบหลุมศพของชาวโรฮิงญา/บังคลาเทศมากกว่า 30 หลุม ใน ต.ปาดังเบซาร์ อ.สะเดา จ.สงขลา และอ.ตะกั่วป่า จ.พังงา จนนำไปสู่การออกหมายจับบุคคลที่เกี่ยวข้องกว่า 150 คน ทั้งชาวโรฮิงญา ผู้มีอิทธิพล นักการเมืองท้องถิ่น ข้าราชการตำรวจและนายทหารระดับสูงในพื้นที่จังหวัดชายแดนและทำให้ขบวนการนำพาและค้ามนุษย์ชาวโรฮิงญาหยุดการนำพาชาวโรฮิงญาเข้ามาในประเทศไทยทันที
“การดำเนินคดีกับขบวนการนำพาและค้ามนุษย์ของรัฐบาลไทย จะทำให้ชาวโรฮิงญาและบังคลาเทศถูกนำพาเข้ามาในประเทศมีจำนวนลดลงอย่างชัดเจน จากจำนวนเกือบ 25,000 คน ในเดือน ม.ค.-มี.ค.58 เหลือ 6,000 คนในเดือน เม.ย.-พ.ค. 58 แต่ก็ยังไม่สามารถหยุดขบวนการนำพาและค้ามนุษย์ภายในประเทศไทยได้อย่างสิ้นเชิง ผู้ต้องหาจำนวนเกือบครึ่งยังลอยนวล การดำเนินกระบวนการยุติธรรมยังคงมีความท้าทาย” น.ส.ปริญญา กล่าว
น.ส.ปริญญาเปิดเผยอีกว่า ส่วนการดูแลผู้เสียหายและพยานในคดีค้ามนุษย์ยังคงล้มเหลว จากการถูกข่มขู่ ถูกชักจูงให้หลบหนีจากคนในขบวนการที่ยังคงลอยนวล ขณะที่อีกหลายร้อยคนยังคงได้รับการปฏิบัติในฐานะผู้หลบหนีเข้าเมืองผิดกฎหมาย ถูกกักขังภายในห้องกักของด่านตรวจคนเข้าเมือง เพื่อรอการผลักดันออกนอกประเทศอย่างไม่มีกำหนด ที่นำไปสู่ความพยายามของผู้ต้องกักชาวโรฮิงญา 21 คน ที่หลบหนีจากห้องกักของด่านตรวจคนเข้าเมือง จ.พังงา และการวิสามัญชาวโรฮิงญาจนเสียชีวิต 1 คน
“ผู้แสวงหาที่พักพิงและผู้ลี้ภัยภายในประเทศไทย ที่กลายเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้ขบวนการนำพาและค้ามนุษย์ในพื้นที่ชายแดน โดยเฉพาะในพื้นที่ จ.ระนอง พังงา และ จ.สงขลา ยังคงเป็นทางเลือกที่เหลืออยู่ของคนไร้รัฐชาวโรฮิงญา ที่ไม่ได้มีสถานะการเป็นพลเมืองของรัฐใด และยังคงเป็นความท้าทายที่สำคัญของรัฐบาลไทย ในการดำเนินนโยบายที่เหมาะสม ระหว่างการคำนึงถึงความมั่นคงแห่งชาติ แต่กลับเปิดโอกาสให้เจ้าหน้าที่และผู้มีอิทธิพลนอกกฎหมาย หาประโยชน์จากกลุ่มคนไร้รัฐชาวโรฮิงญา” น.ส.ปริญญา กล่าว

