ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลา 13.30 น. วันที่ 6 มิถุนายน ที่ สภ.คลองหลวง นางสาวกรรณิการ์ อยู่ศรี ตัวแทนคณะศิษยานุศิษย์วัดพระธรรมกาย ได้เข้าแจ้งความกับพนักงานสอบสวน สภ.คลองหลวง พร้อมแสดงหลักฐานการกล่าวเท็จ http://www.posttoday.com/analysis/interview/435698 ด้วยปรากฏข่าวสาร ซึ่งเป็นสื่ออิเล็กทรอนิกส์ของ หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์ ได้นำบทสัมภาษณ์พิเศษ ของ พระราชธรรมนิเทศ (หลวงพ่อพระพยอม) เผยแพร่เมื่อวันที่ 5 มิถุนายน ที่ผ่านมา ในหัวข้อว่า “พระพยอมอ่านเกมธัมมชโย แนะตัดเสบียง ส่งทหารปิดล้อม” ปรากฏรายละเอียดบางส่วนบางตอนเป็นเท็จ บิดเบือน ทำให้ผู้รับข่าวสารเข้าใจผิด สร้างความเสื่อมเสียให้กับ พระเทพญาณมหามุณี (หลวงพ่อธัมมชโย) วัดพระธรรมกาย และคณะศิษยานุศิษย์ วัดพระธรรมกายและยังให้สัมภาษณ์ข้อความเป็นเท็จพาดพิงถึงพระภิกษุผู้ประพฤติดีปฏิบัติชอบ ซึ่งเป็นบุคคลที่ชาวพุทธต่างให้ความเคารพบูชา ในทำนองว่า “หลวงพ่อธัมมชโย กล่าวลบหลู่ดูหมิ่น” ซึ่งอาจทำให้คณะศิษย์ของครูบาอาจารย์รูปอื่นๆ เกิดความเข้าใจผิด นำไปสู่ความแตกแยก ตามรายละเอียดดังนี้
โดยกรณีของพระธัมมชโย บทสัมภาษณ์พระพยอมได้ระบุว่า ถึงอย่างไรก็มีการเข้ามาเกี่ยวข้องอยู่แล้ว ซึ่งไม่มีแผนอะไรมาก เพียงแต่เป็นเรื่องของการรักษาหน้าตา รักษาผลประโยชน์ และขอให้จำไว้ว่า พระที่เกิดเรื่องเสียหายและเสื่อมเสีย จะมีพรรคการเมืองพรรคใดพรรคหนึ่งเข้าไปเกี่ยวข้องเสมอ เหมือนตอนพระยันตระ ที่มีปัญหาเรื่องประพฤติตนไม่เหมาะสม ก็มีพรรคการเมืองเข้าไปปกป้อง เป้าก็เพื่อใช้เป็นฐานเสียง เช่นเดียวกับพระธัมมชโย ก็มีพรรคการเมืองเข้าไปปกป้องเช่นกัน แต่อาตมาไม่ขอพูดว่าพรรคการเมืองใด เกรงจะเกิดปัญหาขึ้นอีก เจ้าอาวาสวัดสวนแก้วกล่าว
แต่การดำเนินการจับกุมพระธัมมชโย ก็อาจต้องมีการเจรจาต่อรองหรือข้อแลกเปลี่ยน เช่น อีกฝ่ายหนึ่งอาจยอมรับโทษบ้าง แต่ก็จะมีผ่อนผันให้ โดยอาจจะยอมให้ยึดทรัพย์ แต่ไม่ถูกเข้าคุก เหมือนอย่างกรณีทักษิณ ที่เอาเงิน 4 หมื่นล้าน มาทำประโยชน์และปล่อยตัวทักษิณไปอยู่ที่ไหนก็ไม่รู้
“อีกหัวข้อ อวดอ้างอุตริ” ที่ผ่านมาวัดพระธรรมกายมีการอวดอ้าง ว่าสามารถไปพบพระพุทธเจ้าได้และอีกสารพัดเรื่อง ซึ่งพระพยอม บอกว่า หากนำเรื่องทางวินัยมาเปรียบเทียบ การที่อ้างว่าไปพบพระพุทธเจ้า หรือพบสตีพ จ็อบส์ ได้ และยังอ้างว่าไปเจอหลวงปู่มั่น อยู่ในนรกนั้น เพราะพระธัมมชโย สำคัญตัวเองผิดคิดว่าเป็นอรหันต์ และยังอ้างว่าไปเจอพระพุทธทาสภิกขุ ไปอยู่ที่ที่ไม่พึงปรารถนา เพราะสอนธรรมผิดนั้น เรื่องเหล่านี้มันคือการอวดอุตริ ชั่วที่สุด
“อาตมามองว่า ทางเจ้าหน้าที่รัฐไม่จำเป็นต้องนำเครื่องบินไปบินสำรวจหรอก เพราะการที่พระธัมมชโย บอกว่าครูบาอาจารย์ตกนรกนั้นถือว่าเป็นการหาเรื่องกัน ซึ่งเรื่องนี้กำลังบานปลาย แต่ถึงอย่างไรเมื่อเกิดเรื่องนี้ขึ้น ก็ทำให้เกิดการเรียนรู้ว่าอะไรถูก อะไรผิด อาตมาจึงขอถามกลับพระธัมมชโยว่า การที่ให้ลูกศิษย์ไปนั่งเฝ้าเป็นกำแพงมนุษย์ เป็นสุข หรือเป็นทุกข์”
พระพยอมเล่าต่อว่า ทุกวันนี้คนบวชไม่สืบทอดศาสนา แต่ทุกวันนี้พระกลับรักษาผลประโยชน์ของศาสนาที่เป็นวัตถุเงินทอง ซึ่งไม่ได้เป็นการสืบทอดศาสนา เพราะการให้เกิดความสงบร่มเย็น ตรงนั้นพระไม่ปฏิบัติเลย แล้วเวลาเกิดเรื่องอย่างตอนนี้ (กรณีพระธัมมชโยถูกเจ้าหน้าที่รัฐดำเนินคดีมีลูกศิษย์และพระออกมาปกป้อง) เขากำลังปกป้องศาสนาหรือเขากำลังรักษาหน้าตา ลองคิดดูว่าระหว่างรักษาศาสนา กับรักษาหน้าตา คิดว่าสิ่งไหนมาแรงกว่ากัน เหมือนที่กำลังออกมาหน้าสลอนกันในวันนี้ “เสียหน้าที่นับถือผิด จึงต้องช่วย ถ้าครูบาอาจารย์เราเพลี่ยงพล้ำ หน้าเราก็แหกไปด้วย จึงต้องรักษาหน้าตัวเอง โดยอ้างว่าปกป้องศาสนา แต่แท้จริงปกป้องหน้าตาตัวเอง “พระพยอมกล่าวทิ้งท้าย”
“เรื่องทางคดีของวัดพระธรรมกาย ถ้าเป็นคดีของพระรูปเล็กก็จบไปนานแล้ว แต่นี่เป็นเรื่องของพระใหญ่และก็มีเรื่องการเมือง เจ้าสัว นายทุน ที่เข้ามาจัดระบบบุญขายตรงทางธุรกิจบุญทำให้ปัญหาเกิดตลอดในช่วงที่ผ่านมา และบางครั้งพระบางรูปก็มักชอบอวดอุตริ การแก้ปัญหาเหล่านี้ควรที่ต้องเซาะไปให้ถึงรากใหญ่ของปัญหา” พระพยอมแสดงความคิดเห็น
โดยนางสาวกรรณิการ์ กล่าวว่า ทั้งนี้ด้วยเรื่องนี้เกี่ยวข้องกับพุทธศาสนา และความศรัทธา โดยรวมของชาวพุทธหมู่มาก “ทางคณะศิษยานุศิษย์วัดพระธรรมกาย” จึงได้มอบหมายให้ทีมงานฝ่ายกฎหมายรวบรวมพยานหลักฐานทั้งหมดอย่างละเอียด เพื่อพิจารณาดำเนินคดีทางกฎหมายต่อไป

