สาวชุมพรร้องคดีหลอกขายทุเรียนอ่อนไม่คืบ ตร.ท่าแซะยันทำงานตรงไปตรงมา

6.06.16 | 18:30 น.

เมื่อเวลา 10.30 น. วันที่ 6 มิถุนายน น.ส.โสริญา อินทร์พรหม อายุ 37 ปี พร้อมด้วย น.ส.รฐา อินทร์พรหม อายุ 32 ปี น้องสาว ได้เดินทางเข้าพบ นายสมจิตร เขียนด้วง หัวหน้าศูนย์ดำรงธรรมจังหวัดชุมพร เพื่อขอความเป็นธรรมกรณีเจ้าหน้าที่ของรัฐปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ นายสมจิตรได้สอบถามข้อมูลเบื้องต้น ก่อนมอบหมายให้เจ้าหน้าที่ประจำศูนย์ดำรงธรรมจังหวัดชุมพร เป็นผู้บันทึกถ้อยคำของทั้งสองคน


น.ส.โสริญากล่าวว่า เมื่อวันที่ 18 มิถุนายน 2558 ตนเข้าร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวน สภ.ท่าแซะ (พ.ต.ท.พนัส หมุนวงศ์) คดีฉ้อโกงโดยการหลอกขายทุเรียนอ่อนของเจ้าของสวนทุเรียน และตนได้ติดตามสอบถามความคืบหน้าของคดี แต่พนักงานสอบสวนบ่ายเบี่ยงเรื่อยมา จึงเห็นว่าพนักงานสอบสวนปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ

น.ส.โสริญากล่าวหลังให้ถ้อยคำว่า ส่วนคดีนั้นเกิดขึ้นเมื่อตนติดต่อซื้อทุเรียนจำนวน 1,260 กิโลกรัม เป็นเงิน 66,780 บาท จากเจ้าของสวนทุเรียนรายหนึ่ง เพื่อนำไปขายที่กรุงเทพฯ แต่เมื่อซื้อมาแล้วได้สุ่มตรวจพบว่าเป็นทุเรียนอ่อนจำนวนมาก หากขายให้ลูกค้าก็คงไม่สามารถนำไปรับประทานได้ และยังถือเป็นการทำผิดกฎหมาย อีกทั้งทุเรียนถือเป็นพืชเศรษฐกิจที่สำคัญของชุมพรด้วย จึงแจ้งเจ้าของสวนขอให้รับผิดชอบ แต่เจ้าของสวนกลับไม่ยอมรับผิดชอบใดๆ ตนจึงเข้าหารือ นายนักรบ ณ ถลาง นายอำเภอท่าแซะ ก่อนเข้าแจ้งความร้องทุกข์ที่ สภ.ท่าแซะ เมื่อวันที่ 18 มิถุนายน 2558 และได้พยายามติดตามความคืบหน้าของคดี จนทราบว่าอัยการไม่สามารถส่งฟ้องได้เพราะขาดผัดฟ้อง จึงต้องการให้พนักงานสอบสวนชี้แจงว่าสาเหตุเกิดจากอะไร เพราะเหลืออีกเพียงไม่กี่วันเท่านั้นก็จะหมดอายุความแล้ว

201606061258424-20021028190522

Advertisement

ด้านนายสมจิตรกล่าวว่า หลังบันทึกถ้อยคำของผู้เสียหายแล้ว จะส่งต้องเรื่องให้กองบังคับการตำรวจภูธรจังหวัดชุมพร และเกษตรจังหวัดชุมพร ที่มีส่วนเกี่ยวข้องพิจารณาดำเนินการตามอำนาจหน้าที่เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมต่อไป

ขณะที่ พ.ต.ท.พนัส หมุนวงศ์ สว.สส.สภ.ท่าแซะ จ.ชุมพร เปิดเผยถึงกรณีที่ น.ส.โสริญา และ น.ส.รฐา เข้าร้องเรียนกรณีดังกล่าวนั้นว่า คดีดังกล่าวตนทำความเห็นสั่งฟ้องและส่งเรื่องไปยังพนักงานอัยการตั้งแต่เดือนกันยายน 2558 แล้วเนื่องจากผู้เสียหายไม่มีพยานอื่นใดที่ต้องสอบปากคำ และได้นำตัวผู้ต้องหาส่งไปยังพนักงานอัยการด้วยเช่นกัน ส่วนจะมีความคืบหน้าอย่างไรอยู่ที่พนักงานอัยการ  กรณีที่ผู้เสียหายไปร้องเรียนคาดว่าเกิดจากความเข้าใจผิดคิดว่าตนเข้าข้างผู้ต้องหา ทั้งที่ตนได้ทำสำนวนอย่างตรงไปตรงมา ในวันที่จับกุมก็มีทั้งนายอำเภอท่าแซะและสื่อมวลชนมาทำข่าว อีกทั้งเป็นนโยบายของจังหวัดชุมพร รวมถึง ผกก.สภ.ท่าแซะขณะนั้นก็ได้เซ็นสำนวนส่งฟ้องตามความเห็นของตนด้วย ส่วนขั้นตอนต่อไปก็เป็นไปตามกระบวนการยุติธรรมอยู่แล้ว

“ผมเป็นตำรวจ ทำงานตรงไปตรงมาให้ความเป็นธรรมทั้งสองฝ่าย ไม่ต้องห่วงว่าจะเบี่ยงเบนคดีเพื่อให้ถูกมองว่าไปเรียกรับผลประโยชน์ จริงๆ แล้วได้พยายามตกลงให้ทั้งสองฝ่ายพูดคุยกัน แต่เมื่อไม่สามารถตกลงกันได้ ก็ต้องว่าไปตามกระบวนการยุติธรรม ส่วนที่ไปร้องเรียนผมก็ต้องชี้แจงไปตามข้อเท็จจริง ตามเอกสารที่ปรากฏ” พ.ต.ท.พนัส กล่าว