เมื่อวันที่ 7 มิถุนายน พ.ต.ท.ปกรณ์ สุชีวกุล ผู้บัญชาการสำนักคดีการเงินการธนาคาร กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ในฐานะหัวหน้าคณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ คดีที่ 27/2559 ในความผิดฐานสมคบกันฟอกเงิน ร่วมกันฟอกเงิน และรับของโจร กล่าวถึงกรณีวัดพระธรรมกาย เสนอเงื่อนไขให้ดีเอสไอเปลี่ยนพนักงานสอบสวนบางคนในคดีพระธัมมชโย ว่า กรณีการยื่นข้อเสนอให้มีการเปลี่ยนแปลงพนักงานสอบสวนดังกล่าวนั้น เป็นสิทธิของวัดพระธรรมกาย เราไม่สามารถไปห้ามเขาได้ รวมถึงไม่สามารถห้ามความคิดของเขาได้ ส่วนจะมีการเปลี่ยนพนักงานสอบสวนหรือไม่ ขึ้นอยู่กับผู้บังคับบัญชาของตนว่าจะมีคำสั่งการอย่างไรต่อไป
พ.ต.ท.ปกรณ์ กล่าวต่อว่า ไม่สามารถทำงานคนเดียวได้ ที่ผ่านมา การทำงานทุกครั้งจะต้องประชุมร่วมกันเป็นคณะพนักงานสอบสวน ประกอบด้วยพนักงานสอบสวน ที่ปรึกษาคดีพิเศษ และอัยการทำงานร่วมกันมาตลอด และการทำงานทุกครั้งเป็นไปตามมติของที่ประชุม ดังนั้นจึงยืนยันว่าดีเอสไอดำเนินการทุกอย่างตามขั้นตอนและกรอบกฎหมาย สามารถตรวจสอบการทำงานได้ทุกขั้นตอน อย่างไรก็ตามเงื่อนไขที่มีการเสนอในที่ประชุมร่วม 3 ฝ่าย เมื่อวันที่ 6 มิถุนายนที่ผ่านมานั้น ไม่ได้เป็นอุปสรรคหรือทำให้ตนรู้สึกท้อต่อการทำงานเลย
“การสอบปากคำพยาน ผู้เสียหาย ผู้ถูกกล่าวหา หรือผู้ต้องหา รวมถึงขั้นตอนการออกหมายเรียกให้มารับทราบข้อกล่าว และการออกหมายจับ ทุกอย่างเราทำร่วมกันเป็นคณะพนักงานสอบสวน ผมจึงยืนยันว่าเราทำงานตามกรอบกฎหมาย สามารถตรวจสอบได้ทั้งสิ้น ที่ผ่านมาอะลุ้มอล่วยให้ตามกฎหมายแล้ว จึงอย่าประวิงเวลาเลย และอยากให้ท่านเข้ามาสู่กระบวนการยุติธรรม เพราะยิ่งประวิงเวลาจะยิ่งทำให้ประชาชนเกิดความสับสนได้ อีกทั้งขั้นตอนการดำเนินคดีขณะนี้เป็นเพียงการเริ่มต้น ยังมีทั้งชั้นอัยการ และศาล ดังนั้น จึงอยากให้มาเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมโดยเร็ว” พ.ต.ท.ปกรณ์ กล่าว
ผู้สื่อข่าวถามถึงความคืบหน้าในการทำสำนวนคดีดังกล่าว พ.ต.ท.ปกรณ์ กล่าวว่า ขณะนี้กำลังเร่งสรุปสำนวนอยู่ ปัจจุบันเสร็จแล้วร้อยละ 90 คาดว่าจะแล้วเสร็จตามที่ได้ให้สัมภาษณ์ไปก่อนหน้านี้ คือ ภายในระยะเวลา 3 สัปดาห์ คดีนี้มีผู้ต้องหาทั้งสิ้น 5 ราย เราดำเนินการกับทุกรายตามขั้นตอนกฎหมายทั้งสิ้น

