ยืน3ศาล ฎีกาสั่ง’นิพัทธ’อดีตอธิบดีธนารักษ์ จ่าย 534 ล้านคืนแบงก์ออมสิน คดีซื้อหุ้นบีบีซี

7.06.16 | 16:28 น.

เมื่อวันที่ 7 มิถุนายน ที่ศาลแพ่ง ถนนรัชดาภิเษก ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 2 มิถุนายนที่ผ่านมา ศาลแพ่งอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาคดีที่ธนาคารออมสินเป็นโจทก์ยื่นฟ้อง นายนิพัทธ พุกกะณะสุต อดีตอธิบดีกรมธนารักษ์และอดีตอธิบดีกรมบัญชีกลาง เป็นจำเลย กรณีที่ขณะดำรงตำแหน่งประธานคณะกรรมการธนาคารออมสิน ในเดือนมิถุนายน 2538 ได้เร่งรัดอนุมัติเงินซื้อหุ้นเพิ่มทุนของธนาคารกรุงเทพฯพาณิชย์การ จำกัด (มหาชน) หรือ บีบีซี 375 ล้านบาท โดยไม่ผ่านมติคณะกรรมการธนาคารออมสิน ภายหลัง รมว.คลัง มีคำสั่งระงับไม่ให้บีบีซีประกอบธุรกิจต่อไป ทำให้ธนาคารออมสิน โจทก์ ได้รับความเสียหาย จึงขอให้ชดใช้ค่าเสียหาย 534,657,5347.24 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี จากเงินต้น 375 ล้านบาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไป


ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์พิพากษาให้นายนิพัทธ จำเลย ชดใช้เงินจำนวน 534,657,5347.24 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี จากเงินต้น 375 ล้านบาท นับแต่วันที่ 9 มีนาคม 2544 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ต่อมานายนิพัทธ จำเลยยื่นฎีกา

ศาลฎีกาพิเคราะห์แล้ว ฟังได้ว่าเมื่อวันที่ 20 มิถุนายน 2538 หลังเสร็จสิ้นการประชุมคณะกรรมการธนาคารออมสินแล้ว จำเลยเสนอเรื่องธนาคารบีบีซี เสนอขายหุ้นเพิ่มทุนกับธนาคารออมสิน โจทก์ จำนวน 25 ล้านหุ้น หุ้นละ 15 บาท รวมเป็นเงิน 375 ล้านบาท ให้ที่ประชุมทราบ โดยไม่อยู่ในวาระการประชุม ต่อมาวันที่ 30 มิถุนายน 2538 จำเลยอนุมัติให้ซื้อหุ้นเพิ่มทุนตามคำเสนอของธนาคารบีบีซีดังกล่าว และวันที่ 4 กรกฎาคม 2538 ธนาคารออมสินโจทก์ ชำระเงิน 375 ล้านบาท ให้ธนาคารบีบีซี ต่อมาวันที่ 14 กันยายน 2541 กระทรวงการคลังมีคำสั่งให้ยุติกิจการของธนาคารบีบีซี

ศาลเห็นว่าตาม พ.ร.บ.ธนาคารออมสินฯ พ.ศ.2489 กำหนดให้ธนาคารออมสิน โจทก์ ประกอบธุรกิจได้ในขอบเขตจำกัด การลงทุนนอกเหนือจากที่กำหนด ต้องได้รับอนุญาตจาก รมว.คลัง การที่ธนาคารออมสินลงทุนซื้อหุ้นเพิ่มทุนของธนาคารบีบีซี จึงต้องได้รับอนุญาตจาก รมว.คลัง ที่เคยอนุญาตให้ธนาคารออมสินโจทก์ลงทุนในกิจการของสถาบันการเงิน ประเภทบริษัทเงินทุน บริษัทหลักทรัพย์ บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์และบริษัทประกันภัยเท่านั้น แต่ไม่เคยอนุญาตให้ธนาคารออมสินโจทก์ลงทุนในสถาบันการเงิน ประเภทธนาคารพาณิชย์อย่างเช่น บีบีซี อีกทั้งการบริหารกิจการของธนาคารออมสินโจทก์ต้องกระทำภายใต้การตัดสินใจร่วมกัน ของคณะกรรมการธนาคารออมสิน

Advertisement

การที่นายนิพัทธ จำเลย แถลงในที่ประชุมคณะกรรมการธนาคารออมสินเมื่อวันที่ 20 มิถุนายน 2538 โดยไม่มีวาระการประชุมเรื่องดังกล่าวมาก่อน ว่าสมควรซื้อหุ้นเพิ่มทุนของธนาคารบีบีซี และเมื่อดำเนินการแล้วจะนำเสนอคณะกรรมการให้สัตยาบันต่อไป จึงบ่งชี้ว่าจำเลยมีเจตนาให้ธนาคารออมสินโจทก์ต้องซื้อหุ้นเพิ่มทุนมาแต่ต้น โดยไม่ต้องผ่านคณะกรรมการ แต่จะดำเนินการขอสัตยาบันในภายหลัง และสั่งการให้นายวิบูลย์ อังสนันท์ ผอ.ธนาคารออมสินพิจารณาตามที่จำเลยแจ้งในที่ประชุม ทั้งที่คณะกรรมการไม่เคยมีมติในเรื่องซื้อหุ้นเพิ่มทุน ของธนาคารบีบีซีแต่อย่างใด จึงเป็นการจงใจสรุปผลมติการประชุมให้คลาดเคลื่อนเพื่อผลสำเร็จในการซื้อหุ้นดังกล่าว

ต่อมานายวิบูลย์ มีบันทึกเสนอว่าสมควรซื้อหุ้นเพิ่มทุนของธนาคารบีบีซีโดยอ้างว่า กระทรวงการคลังเคยอนุมัติในหลักการให้ธนาคารออมสินโจทก์สามารถนำเงินไปลงทุนสถาบันการเงินได้ และจำเลยสั่งการอนุมัติในวันเดียวทันที โดยไม่ตรวจสอบว่าธนาคารออมสินโจทก์มีอำนาจการลงทุนตามที่รายงานหรือไม่ จำเลยยังชี้แจงเหตุผลในที่ประชุมด้วยว่าได้หารือกับผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทยและ รมว.คลังเรื่องนี้แล้ว ซึ่งนายธารินทร์ นิมมานเหมินท์ รมว.คลังขณะนั้น ปฏิเสธไม่เคยหารือกับจำเลยมาก่อน จึงเป็นการนำข้อเท็จจริงไม่ถูกต้องชี้แจงต่อคณะกรรมการธนาคารออมสิน โจทก์ เพื่อโน้มน้าวให้มีการให้สัตยาบันแก่การกระทำของจำเลย ดังนั้นในช่วงเกิดเหตุจำเลยย่อมทราบข่าวจากสื่อต่างๆ รายงานสถานการณ์ของธนาคารบีบีซีว่าอยู่ในขั้นที่ธนาคารแห่งประเทศไทยต้องให้ความช่วยเหลือ มียอดหนี้สงสัยจะสูญสูงถึง 12,000 ล้านบาท การที่นายนิพัทธจำเลยอนุมัติเงินถึง 375 ล้านบาท ซื้อหุ้นของธนาคารบีบีซี เงินส่วนหนึ่งย่อมมาจากเงินฝากของประชาชน จึงต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ

การกระทำของจำเลยจึงเป็นการละเลยและรีบเร่งอนุมัติโดยไม่ผ่านคณะกรรมการ ไม่ได้รับอนุญาตจาก รมว.คลังตามกฎหมาย เป็นการกระทำโดยประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง ต่อธนาคารออมสินโจทก์ แม้คณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงความรับผิดทางละเมิดมีความเห็นว่านายนิพัทธ จำเลยเพียงประมาทเลินเล่อ แต่ไม่ใช่อย่างร้ายแรง ความเห็นนั้นไม่ผูกพันการวินิจฉัยของศาล เมื่อภายหลังธนาคารบีบีซีถูกลดค่าหุ้นลงเหลือหุ้นละ 0.50 บาท และถูกปิดกิจการในที่สุด ธนาคารออมสินโจทก์ต้องเสียหายจากหุ้นที่โจทก์ซื้อถูกลดค่าลงและธนาคารบีบีซีเจ้าของหุ้นถูกปิดกิจการทำให้ธนาคารออมสินโจทก์สูญเสียเงิน 375 ล้านบาท ที่เป็นผลโดยตรงจากการกระทำของนายนิพัทธ จำเลย จึงต้องรับผิดชอบชดใช้เงินดังกล่าว พร้อมดอกเบี้ยตามที่ศาลอุทธรณ์พิพากษา ศาลฎีกาจึงพิพากษายืน