กรมคุมประพฤติ แจ้งข้อบกพร่องบริษัทคู่สัญญา กำไลEM ให้นำอุปกรณ์มาเปลี่ยน มีค่าปรับวันละ 500 บาทต่อเครื่องต่อวัน หากเกินกำหนดมีสิทธิยกเลิกสัญญา
เมื่อวันที่ 26 สิงหาคม นายธวัชชัย ไทยเขียว รองปลัดกระทรวงยุติธรรม และโฆษกกระทรวงยุติธรรม เปิดเผยถึงผลการตรวจสอบข้อเท็จจริงกรณีกำไลอิเล็กทรอนิกส์ (กำไลอีเอ็ม) ไม่สามารถใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ว่า กรณีปรากฏข่าวทางสื่อสาธารณะว่ากำไลอิเล็กทรอนิกส์ (กำไลอีเอ็ม) ที่มีไว้ใช้ในการควบคุมผู้ถูกคุมประพฤติตามคำสั่งของศาล ซึ่งดำเนินการจัดซื้อจัดจ้างโดยกรมคุมประพฤติไม่สามารถใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพในบางกรณีนั้น และกระทรวงยุติธรรมได้ออกคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงในกรณีดังกล่าว ตั้งแต่วันที่ 9 สิงหาคม 2562 โดยให้ พ.ต.อ.สุชาติ วงศ์อนันต์ชัย หัวหน้าผู้ตรวจราชการกระทรวงยุติธรรม เป็นประธานกรรมการ และกำหนดให้คณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงดำเนินการให้แล้วเสร็จภายในวันที่23 สิงหาคม 2562 ทั้งนี้คณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงได้ดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริง และรายงานผลการตรวจสอบข้อเท็จจริงดังกล่าวมายังกระทรวงยุติธรรมแล้ว โดยมีข้อค้นพบ ดังนี้
นายธวัชชัย กล่าวต่อว่า 1.อุปกรณ์ติดตามตัวอิเล็กทรอนิกส์ (อีเอ็ม) สามารถถอดออกจากข้อมือได้โดยไม่ต้องใช้การตัดสายรัดหรืออุปกรณ์ในการถอด และสามารถสวมใส่กลับเข้าไปได้นั้นเป็นความจริง 2. มีผู้ถูกคุมความประพฤติที่สวมใส่อุปกรณ์ติดตามตัวอิเล็กทรอนิกส์ (อีเอ็ม) หลายรายเกิดอาการแพ้ โดยบางรายเกิดผื่นสีแดงขึ้นบริเวณข้อมือ หรือมีผิวหนังแห้งบริเวณข้อมือ หรือมีแผลติดเชื้อบริเวณข้อมือ ซึ่งอาจไม่เป็นไปตามที่กำหนดไว้ในขอบเขตของงาน (Term of Reference : TOR) ข้อ 4.1.1ระบุว่าอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์นี้ต้องได้รับการรับรองจากสถาบันที่น่าเชื่อถือหรือจากผู้ผลิตว่า เมื่อสวมใส่แล้วจะไม่ก่อให้เกิดอาการแพ้แก่ผู้สวมใส่ได้โดยง่าย (Hypo-allergenic) 3.อุปกรณ์ติดตามตัวอิเล็กทรอนิกส์ (อีเอ็ม) มีการแจ้งเตือนบ่อยครั้ง และอาจจะกระทบต่อความน่าเชื่อถือของสัญญาณแจ้งเตือนและประสิทธิภาพของอุปกรณ์
นายธวัชชัย กล่าวอีกว่า จากการตรวจสอบข้อมูลสถิติจากศูนย์ควบคุมการติดตามตัวผู้กระทำความผิดในงานคุมประพฤติด้วยอุปกรณ์เครื่องมืออิเล็กทรอนิกส์ ตั้งแต่เริ่มดำเนินโครงการนี้เมื่อ 1 มกราคม 2562 ถึงปัจจุบัน พบว่า มีผู้ถูกคุมประพฤติที่เข้ารับการติดตั้งอุปกรณ์ติดตามตัวในแต่ละเดือนอยู่ที่ 200 ถึง700 คน แต่มีการแจ้งเตือนว่าอุปกรณ์ถูกทำลายสูงกว่า 1,000-100,000 ครั้งต่อเดือน หรือ ไม่มีสัญญาณสูงกว่า 20,000-170,000 ครั้งต่อเดือน เป็นต้น อย่างไรก็ตามกระทรวงยุติธรรม จะได้แจ้งกรมคุมประพฤติทราบข้อค้นพบ และพิจารณาดำเนินการในฐานะคู่สัญญาตาม อำนาจหน้าที่โดยเร็วต่อไป รวมทั้งจะได้ดำเนินการตรวจสอบหาสาเหตุในเรื่องนี้เพิ่มเติมต่อไปอีกด้วย
ด้านนายประสาร มหาลี้ตระกูล อธิบดีกรมคุมประพฤติ กล่าวว่า ภายหลังผลทดสอบพบว่ากำไลอีเอ็มสามารถถอดออกโดยไม่มีสัญญาณแจ้งเตือน ตนได้เรียกประชุมผู้บริหารกรมและคณะกรรมการตรวจการจ้างเมื่อวันที่ 13 ส.ค.ที่ผ่านมา เพื่อดำเนินการตามขั้นตอนทีโออาร์และที่ประชุมมีมติว่า ข้อผิดพลาดที่ตรวจพบดังกล่าวผิดไปจากสัญญา และในวันที่ 15 ส.ค.กรมคุมประพฤติได้มีหนังสือแจ้งไปยังบริษัทเอกชนคู่สัญญาให้นำอุปกรณ์ที่เทียบเท่าหรือดีกว่าเข้ามาเปลี่ยน โดยในพื้นที่กรุงเทพฯและปริมณฑลต้องแก้ไขภายใน 6 ชั่วโมง ส่วนในพื้นที่ต่างจังหวัดจะต้องแก้ไขภายใน 8 ชั่วโมง โดยสัญญาเช่าระบุว่าหากคู่สัญญาไม่สามารถนำอุปกรณ์มาเปลี่ยนจะถูกปรับเป็นรายวัน 500 บาทต่อวันต่อชุด ทั้งนี้ หากครบกำหนด 15 วันแล้ว บริษัทเอกชนคู่สัญญาไม่สามารถแก้ไขให้เป็นไปตามทีโออาร์ ผู้เช่าสามารถบอกเลิกสัญญาได้ ซึ่งจะครบกำหนดประมาณสิ้นเดือนส.ค.นี้ ทั้งนี้ บริษัทคู่สัญญาต้องหาอุปกรณ์ใหม่มาเปลี่ยนและทำการทดสอบว่ากำไลอีเอ็มที่ได้รับการแก้ไขแม้จะสวมที่ข้อมือก็ต้องถอดไม่ได้ ไม่ใช่แก้ไขโดยการเปลี่ยนไปสวมที่ข้อเท้าแทน เนื่องจากในทีโออาร์กำหนดว่ากำไลอีเอ็มสามารถสวมที่ข้อมือหรือข้อเท้าอย่างหนึ่งอย่างใดก็ได้ แต่ต้องไม่สามารถถอดออกได้
นายประสาร กล่าวอีกว่า ขณะนี้กรมคุมประพฤติยังไม่ได้รับรายงานสอบการตรวจสอบของคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงว่าพบข้อผิดพลาดในประเด็นใดบ้าง แต่ยืนยันว่าการกำหนดทีโออาร์และการเช่าใช้เป็นไปตามระเบียบทุกอย่าง มีผู้เชี่ยวชาญให้คำปรึกษาถึงขั้นตอนเทคนิคต่างๆ และเมื่อผลการทดสอบพบข้อผิดพลาดกรมคุมประพฤติจึงชลอการจ่ายค่าเช่าไปพลางก่อน โดยยืนยันว่าตั้งแต่เริ่มต้นสัญญาเช่าใช้ในเดือนม.ค.จนถึงปัจจุบันยังไม่มีการจ่ายเงินค่าเช่าใช้ให้กับบริษัทคู่สัญญาเลย

