รู้ตัวแล้ว! เจ้าหน้าที่ไล่แกะรอย ทราบตัวกลุ่มคนร้ายปล้นทองนาทวี 85 ล้านบาท

26.08.19 | 16:20 น.

จากกรณีคดีคนร้ายบุกปล้นร้านทอง “ห้างทองสุธาดา” กลางตลาดนาทวี อ.นาทวี จ.สงขลา เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมากวาดทองรูปพรรณน้ำหนัก 3,300 บาท มูลค่ากว่า 85 ล้านบาท พร้อมเครื่องเพชรและทองแท่งอีกจำนวนหนึ่ง

เมื่อวันที่ 26 ส.ค. ที่สภ.นาทวี พล.ต.ท. วิสนุ ปราสาททองโอสถ ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ได้ลงพื้นที่ติดตามความคืบหน้าการคลี่คลายคดีปล้นทองที่ อ.นาทวี ไปตรวจจุดเกิดเหตุบริเวณหน้าร้านทองเพื่อรับทราบเหตุการณ์และ ประชุมร่วมกับ พล.ต.ท.รณศิลป์ ภู่สาระ ผบช.ภาค 9 พล.ต.ต.ดำรัส วิริยะกุล รองผบช.ภาค9 พล.ต.ต.ปรีดา เปี่ยมวารี ผบก.ภ.จว.สงขลา พ.ต.อ.เอกรัฐ สวนเสน ผกก.สภ.นาทวี เพื่อสรุปความคืบหน้าคดี

พล.ต.ท. วิสนุ เปิดเผยหลังการประชุมเพียงสั้นๆว่า คดีนี้มีความคืบหน้าไปมาก ทั้งการตรวจกล้องวงจรปิด และรายละเอียดต่างๆเกี่ยวกับคนร้าย ซึ่งผลการสืบสวนเป็นที่น่าพอใจ

ด้าน พล.ต.ท.รณศิลป์ เปิดถึงความคืบหน้าการสอบสวนว่า ในทางการเจ้าหน้าที่จะเก็บรายละเอียดทุกอย่างไม่ว่าจะเป็นข้อมูลเชื่อมโยงกับเหตุที่ร้านทองที่เคยถูกปล้นเมื่อปี48 แต่ยังบอกไม่ได้ว่าคนร้ายได้หลบหนีออกนอกประเทศไปแล้วหรือไม่ ส่วนที่ให้น้ำหนักไปที่กลุ่มก่อความไม่สงบเพราะเหตุปล้นแผนปทุษกรรมก็เหมือนกัน ซึ่งครั้งนั้นก็เชื่อมโยงกับกลุ่มก่อความไม่สงบ ขณะนี้พอทราบกลุ่มแล้วว่ากลุ่มไหน รอเพียงหลักฐานที่ลงลึกในรายละเอียดให้มากกว่านี้ก็จะชี้ชัดได้ว่าเป็นใครและใครคนวางแผนเป็นใคร

“ส่วนเป้าหมายของการปล้นมาจากกลุ่มก่อความไม่สงบต้องการเงิน ซึ่งเคยก่อเหตุวางระเบิดตู้เอทีเอ็มหลายครั้งนั้นไม่แน่ แต่ขัดกับแนวทางของกลุ่มก่อความไม่สงบ”พล.ต.ท.รณศิลป์กล่าว

Advertisement

รายงานข่าวจากชุดสืบสวนแจ้งว่าสอบพยานแวดล้อมไปแล้ว 11ปาก และจากการตรวจสอบภาพจากกล้องวงจรปิด ขณะคนร้ายลงมือก่อเหตุพบว่าคนร้ายใช้อาวุธปืนเอ็ม16 จำนวน 6 กระบอก อาวุธปืนพกสั้น 5 กระบอก ผลการตรวจสอบปลอกกระสุนปืนขนาด 9 มม.ที่คนร้ายยิงขู่ชาวบ้าน ขณะชิงรถจักรยานยนต์หลบหนีในพื้นที่บ้านพอบิดใต้ หมู่4 ต.ท่าประดู่ อ.นาทวี หลังนำรถตู้ไปจอดทิ้งไว้พบว่าเคยใช้ก่อเหตุความไม่สงบในพื้นที่ ต.ห้วยปลิง อ.เทพา จ.สงขลา เมื่อปี 61 จึงเชื่อว่ากลุ่มคนร้ายที่ก่อเหตุเหตุปล้นร้านทองเป็นฝีมือของกลุ่มก่อความไม่สงบที่เคลื่อนไหวอยู่ในพื้นที่รอยต่อระหว่าง จ.ปัตตานีกับ 4 อำเภอชายแดนสงขลา”

รายงานข่าวแจ้งว่าแนวทางการสืบสวนเป็นได้สูงว่าการปล้นร้านทองเป็นฝีมือกลุ่มของ นายเจะอารง เฮง อายุ 39 ปี มีภูมิลำเนาอยู่ในพื้นที่หมู่12 ต.นาทวี อ.นาทวี จ.สงขลา ซึ่งเป็นกลุ่มก่อความไม่สงบในระดับปฏิบัติการรับผิดชอบเคลื่อนไหวในพื้นที่ 4 อำเภอชายแดนสงขลา โดยเฉพาะนาทวี และเป็นระดับมือยิง มีหมายจับติดตัวของ สภ.สะบ้าย้อย 1 หมายจับ 8 ข้อหา เช่นร่วมกันก่อการร้ายฯร่วมกันมีระเบิดไว้ในครอบครองฯร่วมกันทำให้เกิดระเบิดฯเหตุผลที่เจ้าหน้าที่ให้น้ำหนักไปที่กลุ่มของเจะอารง เพราะเหตุปล้นร้านทองในครั้งนี้รูปแบบเหมือนกับการปล้นเต้นรถวังโต้คาร์เซ็นเตอร์ในอ.นาทวีเมื่อปี60 ทั้งการปล้นรถมาก่อเหตุ ลักษณะการลงมือที่ทำกันเป็นทีมซึ่งเป็นรูปแบบเดียวกัน และครั้งนั้นในทางการสืบสวนพบว่า นายเจะอารง มีส่วนเกี่ยวข้องในการร่วมวางแผนด้วย

“เป้าหมายของการปล้นจะเป็นการสร้างสถานการณ์โดยตรงของกลุ่มก่อความไม่สงบหรือเพียงแค่รับงานมานั้น เจ้าหน้าที่ยังอยู่ระหว่างการสอบสวน เพราะยังพบข้อพิรุธของคนร้ายหลายอย่างในการปล้นร้านทองครั้งนี้”

รายงานข่าวว่าเส้นทางการหลบหนีของคนร้ายเป็นไปได้ว่าอาจจะมีการข้ามพรมแดนไปยังประเทศมาเลเซียพร้อมกับทองที่ขโมยไป เพราะขโมยรถจักรยานยนต์ของชาวบ้านขับหลบหนีซึ่งน่าจะไปไม่ไกลและพื้นที่เกิดเหตุก็อยู่ใกล้กับชายแดนไทยมาเลเซีย

ด้าน นายสมัคร  อนุจร อายุ 56 ปี ได้เปิดเผยว่า ขณะคนร้ายลงมือก่อเหตุภาพจากกล้องวงจรปิดบันทึกเหตุการณ์ไว้ได้ แม้ว่าคนร้ายจะถอดปลั๊กและขโมยกล้องไปแต่ก็เอาไปผิดตัว

นายสมัคร กล่าวว่า ตอนเกิดเหตุ ตนไม่ได้อยู่ในร้าน แต่อยู่อีกสาขาหนึ่ง ในร้านมีเพียงผู้หญิง4 คน ส่วนคนร้ายมากัน14 คน พร้อมอาวุธครบมือเป้าหมายคือปล้นทองและน่าจะมีการวางแผนมาเป็นอย่างดีเป็นเดือน และน่าจะมีคนคอยชี้เป้า และขณะเกิดเหตุหากคนในร้านขัดขืนก็อาจจะถูกยิงด้วย

“ร้านทองของตนสาขานี้เมื่อปี 2548 ก็เคยถูกคนร้ายบุกปล้นมาแล้วครั้งหนึ่ง ได้ทองไปจำนวนมากเช่นกัน สามารถจับกุมคนร้ายได้ 3 คน มอบตัว 1 คน คดียังไม่สิ้นสุด และยังหลบหนี 1 คนและครั้งนั้นมีลูกจ้างในร้านร่วมด้วย คนร้ายก็มาจาก3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ การปล้นครั้งนี้เชื่อว่าเกี่ยวข้องกับกลุ่มก่อความไม่สงบเพราะมากัน 14 คนและอาวุธครบมือ คนธรรมดาทำไม่ได้ และอาจเป็นไปได้ว่าอาจจะมีคนในซึ่งเป็นอดีตลูกจ้าง ที่เคยเกี่ยวข้องกับคดีปล้นครั้งเก่าร่วมด้วย”

นายสมัคร กล่าวว่า แม้จะเคยถูกปล้นมาแล้ว 2 ครั้งและครั้งที่ 2 คนร้ายได้ทองคำไปเกลี้ยงร้าน มูลค่าประมาณ 85 ล้านบาท และทางร้านก็ไม่ได้ทำประกันเอาไว้ทุกอย่างหมดไม่มีเหลือ แต่ตนก็จะสู้ต่อ โดยหลังจากนี้จะเร่งซ่อมแซมร้านที่ถูกคนร้ายทุบกระจกพังหมดและกลับมาเปิดให้บริการอีกครั้งใน1 สัปดาห์ เพราะยังมีลูกค้าที่ไว้ใจ และมีกำลังใจที่จะสู้ต่อไป