รวบแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ไทย-จีน หนีคดีนาน 10 ปี สุดท้ายสิ้นฤทธิ์ที่เมืองมหาชัย
เมื่อวันที่ 5 กันยายน ที่กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ (บก.ปอศ.) พล.ต.ต.ไมตรี ฉิมเฉิด ผบก.ปอศ. สั่งการให้ พ.ต.อ.ภาดล จันทร์ดอน ผกก.5 บก.ปอศ. และ พ.ต.ท.ภูวเดช จุลกะเสวี สว.กก.5 บก.ปอศ. ร่วมกันนำกำลังตำรวจ กก.5 บก.ปอศ. จับกุม น.ส.นภภัสสร มีบุญธรรม อายุ 42 ปี ผู้ต้องหาเครือข่ายแก๊งคอลเซ็นเตอร์ จับกุมได้ริมถนนราษฎร์พัฒนา 6 ต.บางน้ำจืด อ.เมืองสมุทรสาคร จ.สมุทรสาคร
สืบเนื่องมาจากเมื่อปี 2553 ผู้เสียหายแจ้งความร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวน กก.5 บก.ปอศ. ว่าได้รับโทรศัพท์ปลายสายระบุว่าตนเองเป็นหนี้บัตรเครดิต พร้อมอ้างตัวเป็นเจ้าหน้าที่ด้านสินเชื่อบัตรเครดิต ธนาคารแห่งหนึ่ง อ้างว่าผู้เสียหายมีหนี้สินค้างชำระ ให้รีบไปทำรายการที่ตู้เอทีเอ็ม จนมาทราบภายหลังว่าถูกหลอกให้โอนเงินไปยังบัญชีของกลุ่มผู้ต้องหา รวมค่าความเสียหายทั้งหมด 861,971 บาท
ต่อมาตำรวจ บก.ปอศ. สืบสวนติดตามจนพบที่ตั้งของผู้ต้องหาตั้งอยู่ที่เมืองฉางอัน เขตตงก่วน มณฑลกวางตุ้ง สาธารณรัฐประชาชนจีน จึงประสานความร่วมมือกับตำรวจจีนเข้าตรวจค้นจับกุม ผู้ต้องหาชาวไทยและชาวจีน รวม 15 คน แต่ยังพบว่ามีผู้ต้องหาชาวไทยที่ร่วมกระทำความผิด อีก 8 คน คงเหลือเพียง น.ส.นภภัสสร ที่ยังคงหลบหนีอยู่ กระทั่งเมื่อวันที่ 4 กันยายนที่ผ่านมา จึงสามารถจับกุมได้ดังกล่าว
สอบสวน น.ส.นภภัสสร รับสารภาพว่า ก่อนหน้านี้ตนถูกหลอกมาทำงานที่สาธารณรัฐประชาชนจีน เพื่อเป็นแม่บ้าน เมื่อเดินทางไปถึง ปรากฏว่าถูกบังคับให้ทำงานเป็นคอลเซ็นเตอร์ หลอกลวงเหยื่อ โดยมีคนจีนคอยคุมซึ่งเจ้าตัวยอมรับว่าได้ทำหน้าที่คอลเซ็นเตอร์จริง โดยหลอกลวงผู้เสียหายว่าเป็นเจ้าหน้าที่ด้านสินเชื่อบัตรเครดิตของธนาคาร และผู้ต้องหารายอื่นจะทำหน้าที่คอลเซ็นเตอร์ สร้างสถานการณ์ให้สมจริง ที่ผ่านมาตนได้หลบหนีคดีมาเกือบ 10 ปี จึงพยายามย้ายที่อยู่ และปกปิดข้อมูลส่วนตัวให้ยากแก่การติดตามจับกุม กระทั่งล่าสุดเพิ่งย้ายมาทำงานโรงงานแถว จ.สมุทรสาคร ได้ไม่กี่วัน จนมาถูกจับกุมดังกล่าว
อย่างไรก็ตาม ตำรวจยังไม่ปักใจเชื่อต่อคำให้การ จึงจะสอบสวนขยายผลอย่างละเอียดอีกครั้ง เบื้องต้นแจ้งข้อหา “ร่วมกันฉ้อโกงประชาชนโดยแสดงตนเป็นบุคคลอื่น, ร่วมกันใช้บัตรอิเล็กทรอนิกส์ของผู้อื่นโดยมิชอบในประการที่น่าจะก่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นหรือประชาชน อันเป็นการกระทำเกี่ยวกับบัตรอิเล็กทรอนิกส์ที่ผู้ออกได้ออกให้แก่ผู้มีสิทธิใช้เพื่อประโยชน์ในการชำระสินค้า ค่าบริการ หรือหนี้อื่นแทนการชำระด้วยเงินสดหรือเบิกถอนเงินสด” ก่อนนำตัวส่งพนักงานสอบสวน กก.5 บก.ปอศ. ดำเนินคดีตามกฎหมาย

