“ความเชื่อ” นั้นไม่ต้องใช้ “ความสามารถ” ไม่ต้องฝึกฝน เพียงอาศัยการปลูกฝัง การพูดซ้ำ ทำซ้ำ จากนั้นผู้คนก็จะพูดตามกัน และทำตามกัน
ส่วน “การคิด” นั้นต้องสอน และต้องฝึกฝนจึงจะเรียกว่ามี “ความสามารถ” ในการคิด
ก่อนที่คนเราจะคิดอะไรนั้นจะต้องสนใจ “ข้อมูล” เก็บข้อมูล สร้างฐานข้อมูล แล้วนำมาฝึกคิดด้วยรูปแบบต่างๆ
เช่น การคิดเชิงวิเคราะห์ คิดเชิงสังเคราะห์ คิดแบบวิจัย คิดเปรียบเทียบ คิดเชิงกลยุทธ์ คิดสร้างสรรค์ ฯลฯ
“การคิด” ทำให้เกิดการตั้งข้อสังเกต เกิดความสงสัย มีการเชื่อมโยงส่วนที่สัมพันธ์กัน จำแนกแยกแยะส่วนที่แตกต่าง
มีการเปรียบเทียบ ชั่งน้ำหนัก กระทั่งเกิดเป็น สมมุติฐาน หรือเกิดเป็นความคิดรวบยอด เป็นทฤษฎี ชี้นำการปฏิบัติ
เกิดการทดลองทำ เกิดปัญหา เกิดการปรับปรุงแก้ไขพัฒนาให้เจริญยิ่งขึ้นไป สุดท้ายเป็น “ผล” อันเกิดจาก “ความคิด” ของมนุษย์ที่ช่างคิด
สำหรับ “ความเชื่อ” นั้นมักเกิดจากการปลูกฝัง ถ้าพื้นฐานทางสังคมไม่มีความแข็งแรงทางวิทยาศาสตร์ ศาสนาและปรัชญา ผู้คนมักจะมีแนวโน้มที่จะเชื่อตามที่พูดกัน และทำตามที่ทำกัน
เช่น เชื่อว่า ครู เป็นผู้ให้ความรู้ หมอ ให้การรักษา ช่วยชีวิตให้อยู่รอด และพระ ให้หลักคุณธรรมในการดำเนินชีวิต ผู้คนในสังคมนั้นก็มีแนวโน้มที่จะเชื่อ ครู หมอ และพระ อย่างสิ้นสงสัย
แต่ในโลกของ “คน”
ถ้า “คนดี” เป็นครู จะได้ครูดี คนเก่งเป็นครู จะได้ครูเก่ง ถ้า “คนดี” เป็นหมอ จะได้หมอดีหมอมีคุณธรรม ถ้า “คนดี”
เป็นพระก็จะได้พระที่อยู่ในธรรมวินัย และสอนหลักธรรม
ครูสร้างคน หมอรักษาโรคภัยให้มีชีวิตรอด พระเยียวยาบำบัดทุกข์ทางใจให้เข้าใจธรรมะไม่งุนงงสับสน ไม่ดำเนินชีวิตหลงทิศผิดทาง
แต่ถ้า “คน” ที่ว่าทั้งหมดนั้น “ตรงกันข้าม” ก็เสื่อมทราม
“หลักกาลามสูตร” ของพุทธศาสนาจึงเป็นวิทยาศาสตร์ทางความคิด สอนว่า
จะเชื่อหรือไม่เชื่ออะไรนั้นจะต้องใช้ “วิจารณญาณ” ของตัวเอง
ไม่ใช่แห่เชื่อตามกัน เพราะคนคนนั้นใหญ่ หรือเป็นผีที่มีอำนาจมาก !?!!
หน้า 9

