กรณีเมื่อวันที่ 5 ตุลาคม กรมควบคุมมลพิษ,กรมเจ้าท่ากรมการขนส่งทางบกกรมโรงงานอุตสาหกรรม,ขสมก. และข้าราชการตำรวจที่รับผิดชอบพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑล ได้ประชุมร่วมกันเพื่อหามาตรการแก้ไขปัญหามลพิษที่เกิดจากฝุ่นละอองขนาดเล็ก (PM 2.5) ในเขตกรุงเทพฯและปริมณฑล และได้มีมาตรการตรวจสอบและบังคับใช้กฎหมายกับผู้ที่นำรถยนต์ที่มีลักษณะการปล่อยมลพิษควันดำมาใช้บนท้องถนน นอกจากนี้ยัง เพิ่มความเข้มงวดกวดขันจับกุมโดยเพิ่มชุดตรวจจับควันดำจากเดิมมีจำนวน 14 ชุดปฏิบัติการเป็น 20 ชุดปฏิบัติการ ประจำจุดตามแผนจำนวน 15 ชุด และชุดเคลื่อนที่อีก 5 จุด และหากประชาชนพบรถบรรทุกควันดำที่ถูกพ่นสีห้ามขับ หรือรถยนต์เล็กที่ถูกปิดสติ๊กเกอร์กรมควบคุมมลพิษ แต่ยังนำมาใช้บนท้องถนน ก็สามารถแจ้งสายด่วน บก.จร.1197 ตามที่เสนอข่าวไปแล้วนั้น
ความคืบหน้าเมื่อวันที่ 6 ตุลาคม พล.ต.อ.สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข รอง ผบ.ตร. กล่าวถึงการเพิ่มด่านควันดำ ว่า จากการประชุมเมื่อวานนี้ ได้ข้อมูลจากกรมควบคุมมลพิษว่า เครื่องยนต์ของรถที่ปล่อยควันดำนั้น ทำให้เกิดฝุ่น pm 2.5 สูงถึง 52 เปอร์เซ็นต์ โดยปัจจุบันทาง บก.จร. มีการตรวจจับรถที่ปล่อยควันดำ เดือนละประมาณ 13,000 คัน ทั้งนี้การเกิดฝุ่นละอองขนาดเล็กก็มีส่วนมาจากปัญหารถติด ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจก็พยายามแก้ไขให้จราจรคล่องตัว และบังคับใช้กฎหมายกับรถที่เครื่องยนต์ที่ไม่ได้มาตรฐาน ซึ่งไม่ควรนำมาวิ่ง
พล.ต.อ.สุวัฒน์ กล่าวอีกว่า ที่ผ่านมาหากรถที่เกิน 4 ล้อขึ้นไป เจ้าหน้าที่ตำรวจที่ตรวจจับควันดำ ไม่สามารถสั่งห้ามให้เลิกวิ่งได้ ต้องเป็นอำนาจของขนส่ง แต่ขณะนี้ทางขนส่งทางบก และเจ้าหน้าที่ตำรวจมาบูรณาการตั้งด่าน บังคับใช้กฎหมายและมีเครื่องไม้เครื่องมือที่มีประสิทธิภาพ ซึ่งทางเจ้าหน้าที่ตำรวจก็จะทำให้เกิดผลดีที่สุด เพื่อทำให้ฝุ่น pm 2.5 ลดลง

