ผู้การกองปราบฯ สั่งเดินเครื่องเต็มสูบยึดคืนที่ดินมรดกเลือด 3,800 ไร่ เผยเข้าทำคดีนี้มาปีเศษพบเป็นที่ดินซื้อจากเงินบริจาคมีวัตถุประสงค์ชัดเพื่อกิจของสงฆ์ ไม่ได้มอบให้คนหนึ่งคนใด คดีคืบไปแล้วกว่า 80%
เมื่อวันที่ 15 พฤศจิกายน พล.ต.ต.จิรภพ ภูริเดช ผู้บังคับการกองปราบปราม (ผบก.ป.) กล่าวถึงคดีข้อพิพาทที่ดินจำนวน 3,800 ไร่ ในจ.จันทบุรีว่า คดีนี้มูลนิธิอภิธรรมมหาธาตุวิทยาลัยซึ่งน่าจะเป็นเจ้าของที่ดินที่แท้จริงได้มาแจ้งความดำเนินคดีกับ นายบุญช่วย เจริญสถาพร อายุ 78 ปี ไว้ฐานยักยอกทรัพย์ตั้งแต่ปี 2561 หลังจากนั้นกองปราบปรามได้รับคดีไว้เป็นคดีอาญาที่ 21/2561 และได้มีการสืบสวนสอบสวนเรื่อยมาจนขณะนี้มีความคืบหน้าไปมากแล้ว โดยตนได้มอบหมายให้ พ.ต.อ.เอนก เตาสุภาพ รองผบก.ป. ให้เข้าไปควบคุมดูแลคดีเป็นกรณีพิเศษพร้อมกับตั้งคณะพนักงานสืบสวนสอบสวนขึ้นมาดูแลคดีด้วย เนื่องจากเป็นคดีที่มีความขัดแย้งมาอย่างยาวนาน จนเชื่อได้ว่าเจ้าของที่ดินน่าจะเป็นของมูลนิธิอภิธรรมมหาธาตุวิทยาลัย เพราะพระกิตติวุฒโฑ พระชื่อดังในอดีตประธานมูลนิธิในสมัยนั้นได้รวบรวมเงินบริจาคของชาวบ้านซื้อมาเพื่อกิจของสงฆ์ไม่ได้ซื้อมาเพื่อมอบให้กับบุคคลใดบุคคลหนึ่งเป็นการเฉพาะ
“ผมได้กำชับให้พนักงานสอบสวนทำคดีนี้ตามกรอบของกฎหมาย เพราะอยากให้ความจริงปรากฎต่อสังคมว่าที่ดินผืนนี้ใครเป็นเจ้าของที่แท้จริง เพราะแนวทางสืบสวนพบว่าที่ดินที่ซื้อมานั้นมาจากเงินของขาวบ้านที่มีจิตศรัทธาต่อพระพุทธศาสนา ใครจะเอาครอบครองไม่ได้มีวัตถุประสงฆ์เพื่อพุทธศาสนาเท่านั้น” พล.ต.ต.จิรภพ กล่าวและว่า กองปราบฯพร้อมที่จะทวงผืนดินกลับคืนมาให้กับศาสนาพุทธตามข้อกฎหมายที่สามารถทำได้ ขณะเดียวกันสังคมต้องช่วยกันกดดันให้แผ่นดินที่ได้มาจากแรงศรัทธาของชาวบ้านได้นำมาใช้ประโยชน์ตามวัตถุประสงค์ คดีนี้กองปราบฯไม่มีนอกมีในแต่พร้อมที่จะทำให้ทุกอย่างหมดข้อสงสัย


ด้าน พ.ต.อ.เอนก กล่าวว่า พล.ต.ต.จิรภพ ได้เรียกประชุมคณะพนักงานสอบสวนคดีนี้ พร้อมกับกำชับให้ทำคดีด้วยความเป็นธรรมและพยายามเรียกคืนที่ดินให้กลับมาเป็นเจ้าของที่ที่แท้จริง ขณะนี้คดีมีความคืบหน้าไปแล้ว 80% เป็นคดีที่ผู้เสียหายคือมูลนิธิอภิธรรมมหาธาตุวิทยาลัยแจ้งความดำเนินคดีกับ นายบุญช่วย โดยคดีนี้มูลนิธิอภิธรรมมหาธาตุวิทยาลัยได้มาแจ้งความกับกองปราบฯหลังจากรู้ว่าที่ดินดังกล่าวเป็นที่ดินของมูลนิธิแต่ถูกสวมสิทธิการครอบครองและนำไปออกโฉนดโดยมิชอบ ทั้งนี้ตามแนวทางสืบสวนและสอบปากคำพยานหลายสิบปากพบว่า ที่ดินผืนนี้พระกิตติวุฒโฑได้รวบรวมเงินบริจาคของชาวบ้านไปซื้อที่ดินเพื่อปฏิบัติกิจกรรมต่างๆของพระสงฆ์จำนวน 3,800 ไร่ จาก นายสมพล โกศลานันท์ ซึ่งเป็นที่ดิน สปก. ในตำบลพลวง ต.ตะเคียนทอง อ.เขาคิชณกูฎ และบางส่วนใน อ.ท่าใหม่ จ.จันทบุรี ในราคา 12 ล้านบาทแต่จ่ายเงินไปเพียง 8 ล้านบาท อีก 4 ล้านบาทยังไม่ได้ชำระ

พ.ต.อ.เอนก กล่าวต่อว่า หลังจากที่ได้ที่ดินมาแล้วพระกิตติวุฒโฑได้มอบหมายให้ นายบุญช่วย ซึ่งเป็นน้องชายของตัวเองเป็นผู้ดูแลที่ดิน โดยมีพระสงฆ์จำนวนหนึ่งเข้าไปทำกิจกรรมทางศาสนาและปรับปรุวพื้นที่เพื่อเป็นที่ปฏิบัติธรรม นอกจากนี้พระกิตติวุฒโฑยังได้บริจาคที่ดินในพื้นที่แห่งนี้จำนวน 50 ไร่ ให้กับ โรงเรียนบ้านตาเรียวเพื่อกิจกรรมทางด้านการศึกษาโดยยกให้รัฐเป็นเจ้าของและออกโฉนดไว้พร้อมมีหนังสือยืนยันการบริจาคชัดเจนนี่เป็นหลักฐานส่วนหนึ่งที่ทำให้เห็นว่าที่ดินเป็นของพระกิตติวุฒโฑที่ซื้อมาเพื่อทำกิจกรรมสาธารณะกุศลแต่ปัจจุบันกลับไปอยู่ในความครอบครองของ นายบุญช่วย ที่ขณะนี้ตกเป็นผู้ถูกกล่าวหา เนื่องจากเมื่อปี 2548 พระกิตติวุฒโฑได้มรณภาพ ต่อมาปี 2550 นายบุญช่วย ได้ไปยื่นเรื่องฟ้องร้อง นายเรวัฒิ โกศลานันท์ ลูกชายของ นายสมพล ในฐานะเป็นผู้รับมรดกให้โอนที่ดินดังกล่าวมาเป็นของตัวเอง โดยมี นายบัญชา เป็นทีมทนายความ กระทั่งศาลจังหวัดจันทบุรีมีคำพิพากษาให้ทายาทของ นายสมพล โอนที่ดินดังกล่าวไปเป็นชื่อของ นายบุญช่วย ตามที่ร้องขอ

พ.ต.อ.เอนก กล่าวต่ออีกว่า หลังจากนั้นปี 2554-2555 นายบุญช่วย ได้ไปยื่นขอเปลี่ยนที่ดิน สปก. เป็นโฉนดที่ดินทำให้มีมูลค่าสูงขึ้นและที่ผ่านมาไม่ได้ทำกิจกรรมทางศาสนาตามวัตถุประสงค์ของที่ดินแต่อย่างใด จนกระทั่งต่อมามีเรื่องฟ้องร้องกับ น.ส.เขมจิรา บัณฑูรนิพิท และ พล.ต.ต.ธารินทร์ จันทราทิพย์ ซึ่งเป็นทายาทรุ่นหลานของ นายสมพล ที่ต้องการฟ้องร้องให้ที่ดินกลับมาเป็นของทายาทแต่ฝ่ายทายาทก็แพ้คดีมาโดยตลอดและยังมีคดีที่ฟ้องร้องกันเรื่อยมาจนปัจจุบัน น.ส.เขมจิรา และ พล.ต.ต.ธารินทร์ ถูก นายบุญช่วย และทีมทนายความ ฟ้องร้องมากถึง 12 คดี กระทั่งทางมูลนิธิอภิธรรมมหาธาตุวิทยาลัยทราบว่าพระกิตติวุฒโฑได้ซื้อที่ดินผืนนี้ไว้ให้กับมูลนิธิจึงได้มาแจ้งความดำเนินคดีที่กองปราบปรามเพื่อดำเนินคดีกับ นายบุญช่วย และจะได้ฟ้องร้องให้ที่ดินกลับมาเพื่อดำเนินกิจการของพระสงฆ์ต่อไป
“การสืบสวนค่อนข้างเป็นที่แน่ชัดว่าที่ดินควรจะเป็นของมูลนิธิอภิธรรมมหาธาตุวิทยาลัย มีวัตถุประงสงค์การซื้อมาเพื่อกิจการของสงฆ์ เป็นเงินบริจาคของประชาชน ไม่ได้มีเจตนาที่จะมอบให้บุคคลหนึ่งบุคคลใด ขณะนี้กำลังรวบรวมหลักฐานทั้งหมดและสอบปากคำพยานเพิ่มเติม รวมทั้งหารือในข้อกฎหมายกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อดำเนินคดีกับผู้ถูกกล่าวหาอย่างเด็ดขาด” พ.ต.อ.เอนก กล่าว
มีรายงานด้วยว่าเวลา 14.00 น. วันเดียวกัน น.ส.เขมจิรา บัณฑูรนิพิท พร้อมด้วยลูกสาว และทีมทนายความ ได้เดินทางเข้าพบ พล.ต.ต.จิรภพ และ พ.ต.อ.เอนก เพื่อร้องขอความเป็นธรรมและแสดงความจำนงค์ที่จะเป็นพยานให้กับมูลนิธิอภิธรรมมหาธาตุวิทยาลัยด้วย

