รอง ผบ.ตร.ประชุมตามคดีคนร้ายยิงอุกอาจกลางเมืองรถหรู ‘บิ๊กโจ๊ก’ เชื่อมีมากกว่าสองราย มั่นใจฝีมือตำรวจไทย สั่งสอบแผนประทุษกรรมเก่า
เมื่อเวลา 08.30 น.วันที่ 7 มกราคม ที่กองบังคับการสืบสวนสอบสวน กองบัญชาการตำรวจนครบาล (บก.สส.บช.น.)
พล.ต.อ.วิระชัย ทรงเมตตา รอง ผบ.ตร.รักษาราชการแทนผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เป็นประธานการประชุม พร้อม พล.ต.ต.สมประสงค์ เย็นท้วม รอง ผบช.น., พล.ต.ต.อิทธิพล อัจฉริยะประดิษฐ์ รอง ผบช.น., พล.ต.ต.เมธี รักพันธุ์ ผบก.น.6 และ พ.ต.อ.นพศิลป์ พูลสวัสดิ์ รอง ผบก.สส.บช.น. เข้าติดตามความคืบหน้าคดีคนร้ายลอบยิงรถยนต์ส่วนตัวยี่ห้อเล็กซัส สีขาว ทะเบียน 9กจ 351 กรุงเทพมหานคร ของ ดร.ศิรินัดดา หักพาล ภรรยา พล.ต.ท.สุรเชษฐ์ หักพาล ที่ปรึกษาพิเศษนายกรัฐมนตรี อดีต ผบช.สตม. ภายหลัง พล.ต.ท.สุรเชษฐ์ได้ขับมาทำธุระส่วนตัวและจอดทิ้งไว้หน้าร้านนวดแห่งหนึ่งบนถนนสุรวงศ์ เมื่อช่วงค่ำวันที่ 6 มกราคมที่ผ่านมา
พล.ต.อ.วิระชัยกล่าวภายหลังการประชุมร่วม 45 นาที ว่าจากการประชุมร่วมระหว่างชุดสืบสวนนครบาล สืบนครบาล 6 สืบบางรัก นั้นได้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์มาก จึงสันนิษฐานได้ว่าคนร้ายน่าจะรู้จักเส้นทางและทราบกลุ่มเป้าหมายเป็นอย่างดี ทำให้ทราบว่า พล.ต.ท.สุรเชษฐ์จะเดินทางมาที่แห่งนี้ด้วยวิธีการใด โดยลักษณะของคนร้ายนั้นยังสามารถใช้อาวุธปืนได้เป็นอย่างดี จึงมองว่ากลุ่มผู้ก่อเหตุน่าจะมีความเชี่ยวชาญมากพอสมควร แต่จากข้อสันนิษฐานเบื้องต้นเชื่อว่ามีคนร้ายมากกว่าสองรายที่ปรากฏในกล้องวงจรปิด ทั้งนี้ ได้มอบหมายให้ชุดสืบสวนไปติดตามแผนประทุษกรรมมาเทียบเคียงว่าเคยมีคนร้ายก่อเหตุลักษณะนี้กับใครที่ไหนมาก่อนหรือไม่
พล.ต.อ.วิระชัยกล่าวต่อว่า อย่างไรก็ตาม จากการสอบถาม พล.ต.ท.สุรเชษฐ์ทางโทรศัพท์ทราบว่า เจ้าตัวไม่ได้ทำธุรกิจอะไร จึงไม่น่าจะมีความขัดแย้งทางเรื่องผลประโยชน์ และไม่มีประเด็นเรื่องชู้สาว แต่จะเป็นการสร้างสถานการณ์หรือไม่นั้นตำรวจก็ยังไม่ตัดประเด็นใดทิ้ง เนื่องจากยังสอบพยานแวดล้อมที่เกี่ยวข้องไม่เสร็จสิ้น ยังต้องรวบรวมพยานหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์, เทคโนโลยี และประจักษ์พยานก่อนจะได้ข้อสรุปที่แน่ชัดอีกครั้งโดยในวันพรุ่งนี้ (8 มกราคม) เวลา 12.30 น. ได้นัด พล.ต.ท.สุรเชษฐ์มาสอบปากคำเพื่อหาสาเหตุการก่อเหตุครั้งนี้อีกครั้งที่ สน.บางรัก
พล.ต.อ.วิระชัยกล่าวว่า สำหรับเส้นทางที่คนร้ายทั้งคู่ขี่จักรยานยนต์นั้น ได้เข้ามาตามถนนสุรวงศ์แล้วเข้ามาตามซอยสาริกา ก่อนจะวนกลับไปทางเดิมเมื่อก่อเหตุเสร็จเพราะเป็นซอยตัน แล้วมุ่งหน้าแยกอังรีดูนังค์ ก่อนเลี้ยวซ้ายเข้าถนนพระราม 4 มุ่งหน้าแยกสามย่าน โดยกรณีดังกล่าวเป็นเรื่องท้าทายศักดิ์ศรีและความสามารถของตำรวจไม่ว่าจะเกิดกับประชาชนหรือผู้ใด แม้จะไม่มีใครบาดเจ็บ หากจับคนร้ายไม่ได้คนร้ายก็อาจได้ใจ อีกทั้งจุดเกิดเหตุยังเป็นแหล่งชุมชน เป็นแหล่งท่องเที่ยว ซึ่งตนเองมั่นใจในความสามารถของทีมสืบสวนทั้งหมด

