‘พล.อ.วิทวัส’ เร่งติดตามการก่อสร้างอาคารที่พักบนสันเขาเกาะสมุยมิชอบ (ชมคลิป)

23.01.20 | 10:43 น.

พล.อ.วิทวัส ประธานผู้ตรวจการแผ่นดิน ลงพื้นที่เกาะสมุย ติดตามแก้ไขปัญหาการก่อสร้างอาคารที่พักอาศัยบนสันเขาเกาะสมุยมิชอบ หลังตรวจสอบพบก่อสร้างผิดแบบที่ขออนุญาต ก่อสร้างบนที่ลาดชัน จนเทศบาลนครเกาะสมุยมีคำสั่งห้ามก่อสร้าง ระงับการใช้อาคาร ให้แก้ไข และคำสั่งรื้อถอนอาคารแล้าตามลำดับ

เมื่อวันที่ 23 ม.ค. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พล.อ.วิทวัส รชตะนันทน์ ประธานผู้ตรวจการแผ่นดิน พร้อมด้วย พล.อ.ต.วันชัย บุญภักดี ที่ปรึกษา ผอ.รมน.ภาค 4 พ.ท.เทพจิต วีณะคุปต์ ผู้อำนวยการสำนักสอบสวน 4 พ.ต.อ.เชิดพงษ์ ชิวปรีชา รองผบก.ภ.จ.สุราษฎร์ธานี ว่าที่ร.ต.กิตติภพ รอดดอน นายอำเภอเกาะสมุย นายรามเนตร ใจกว้าง นายกเทศมนตรีนครเกาะสมุย นายจงจิตร สุวราช เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดสุราษฎร์ธานี นายกรีฑา หงส์ชูเกียรติ ผู้อำนวยการศูนย์ป่าไม้สุราษฎร์ธานี น.ส.นิภาพรรณ ศรีฟ้า ผู้อำนวยการส่วนสิ่งแวดล้อม สำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัดสุราษฎร์ธานี นายไพฑูรย์ ทองประยูร นายช่างโยธาอาวุโส สำนักงานโยธาธิการและผังเมืองจังหวัดสุราษฎร์ธานี ทหารชป.ฉก.ชุดตรวจสอบและแก้ไขปัญหาที่ดินฯ กอ.รมน.ภ.4 และหน่วยงานอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง ลงพื้นที่ติดตามแก้ไขปัญหากรณีการก่อสร้างโครงการอารียา เรสซิเด้นท์ และโครงการอันจู ซีเมท ในพื้นที่บ้านละไม ต.มะเร็ต อ.เกาะสมุย จ.สุราษฎร์ธานี


สืบเนื่องจากที่เครือข่ายพลเมืองสมุยได้ร้องเรียนต่อผู้ตรวจการแผ่นดินว่า ปัจจุบันมีนักธุรกิจต่างชาติเข้ามาสร้างอาคาร วิลล่า โรงแรม หรือรีสอร์ทบนภูเขาของเกาะสมุยจำนวนมาก ซึ่งเป็นการเปลี่ยนพื้นที่อนุรักษ์และพื้นที่เกษตรไปเป็นธุรกิจการจัดสรรที่ดินเพื่อสร้างอาคาร เป็นการทำลายเอกลักษณ์ธรรมชาติของเกาะสมุย ทำลายสภาวะแวดล้อมของพื้นดิน ภูเขา ป่าไม้ ทางน้ำไหล ที่อยู่อาศัย ทำลายสภาพความเป็นอยู่ของชุมชน รวมถึงการออกเอกสารสิทธิ์ที่ดินบางพื้นที่บนเกาะสมุยที่อาจไม่ถูกต้องหรือไม่เป็นไปตามกฎหมาย แล้วนำที่ดินไปดังกล่าวไปขายให้กลุ่มนายทุนต่างชาติเพื่อก่อสร้างอาคารในลักษณะนิติกรรมอำพราง(นอมินี) ส่งผลต่อความน่าเชื่อถือทางกฎหมายและเศรษฐกิจ ตลอดจนภาพลักษณ์ความเป็นเกาะสีเขียวของเกาะสมุยที่เคยมีเสน่ห์น่าอยู่และเป็นแหล่งท่องเที่ยวพักผ่อนระดับโลกไปด้วย

จุดแรกลงพื้นที่ตรวจสอบโครงการอารียาเรสซิเด้นท์ ซึ่งโครงการดังกล่าวมีก่อสร้างอาคารไปแล้วจำนวน 12 หลัง จากที่ขออนุญาตไว้รวม 47 อาคาร แต่ตรวจสอบพบว่าก่อสร้างผิดแบบจากที่ขออนุญาต มีความสูงของอาคารและก่อสร้างอยู่ในพื้นที่ลาดชันเกินกว่าที่กฏหมายกำหนด โดยก่อนหน้านี้เทศบาลนครเกาะสมุยออกคำสั่งแบบ ค.12 ให้ดำเนินการแก้ไขและให้ยื่นคำขอรับใบอนุญาตก่อสร้าง ดัดแปลง หรือเคลื่อนย้ายอาคารตามมาตรา 43 วรรคหนึ่ง กรณีที่กระทำให้ผิดไปจากที่ได้รับใบอนุญาต แต่เจ้าของโครงการไม่ได้ดำเนินการแก้ไขให้แล้วเสร็จในระยะเวลาที่กำหนด จึงมีคำสั่งแบบ ค.15 ให้รื้อถอนอาคาร ตามมาตรา 42 และมาตรา 43 วรรคสาม กรณีที่ไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของเจ้าพนักงานท้องถิ่น หรือแก้ไขเปลี่ยนแปลงคำขอรับใบอนุญาต ให้เสร็จภายในวันที่ 20 มกราคม 2563 เมื่อครบกำหนดฝ่ายกฎหมายของโครงการอ้างว่าได้ยื่นเรื่องขอขยายเวลารื้อถอนอาคารไปแล้ว แต่ทางเจ้าหน้าที่นิติกรเทศบาลนครเกาะสมุย เตรียมแจ้งความดำเนินคดีกับเจ้าของโครงการที่ฝ่าฝืนไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของเจ้าพนักงาน

จุดที่สองลงพื้นที่ตรวจสอบโครงการอันจู ซีเมท ที่อยู่ระหว่างการก่อสร้างอาคารอยู่ในพื้นที่ลักษณะเป็นภูเขา มีความลาดชัน ตามโฉนดที่ดินเลขที่ 35057 จำนวน 10 ไร่ 2 งาน และโฉนดที่ดินเลขที่ 35058 จำนวน 3 ไร่ 2 งาน ที่ออกมาจากส.ค.1 เลขที่ 111 จำนวน 2 ไร่ 2 งาน หลังจากตรวจสอบพบว่าก่อสร้างผิดแบบจากที่ขออนุญาต มีความสูงของอาคารและก่อสร้างอยู่ในพื้นที่ลาดชันเกินกว่าที่กฏหมายกำหนด เทศบาลนครเกาะสมุยออกคําสั่ง ตามมาตรา 40 (1) ให้ระงับการก่อสร้าง ตามมาตรา 40 (2) ห้ามใช้อาคาร แต่ทางเจ้าของโครงการอยู่ระหว่างอุทรธ์คำสั่งดังกล่าวต่อคณะกรรมการระดับจังหวัดไปแล้ว เพราะเห็นว่าเป็นคำสังไม่ชอบด้วยกฎหมายและจะมีการพิจารณาในวันที่ 7 กุมภาพันธ์ นี้ แต่ทางเจ้าหน้าที่นิติกรเทศบาลนครเกาะสมุย จะแจ้งความดำเนินคดีกับเจ้าของโครงการที่ฝ่าฝืนไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของเจ้าพนักงาน อีกเช่นกัน

Advertisement

พล.อ.วิทวัส กล่าวว่า ทั้ง 2 โครงการได้รับการยืนยันจากเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดสุราษฎร์ธานีว่า เดิมเป็นที่ดินสค.1 ที่มีมาก่อนประมวลกฎหมายที่ดินพ.ศ.2497 ทำให้ออกเอกสารสิทธิ์ถูกต้องตามกฎหมาย โดยได้ดำเนินการก่อสร้างอาคารบนพื้นที่เขาสูงชันภายใต้การอนุญาตก่อสร้างของเทศบาลนครเกาะสมุย ซึ่งต้องพิจารณาว่าการก่อสร้างนั้นเป็นไปตามแบบแปลนที่ขออนุญาตหรือไม่อย่างไร ฝ่าฝืนพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ.2522 หรือไม่ และเป็นไปตามประกาศกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เรื่องกำหนดเขตพื้นที่และมาตรการคุ้มครองสิ่งแวดล้อมในบริเวณท้องที่ตำบลตลิ่งงาม ตำบลบ่อผุด ตำบลมะเร็ต ตำบลแม่น้ำ ตำบลหน้าเมือง ตำบลอ่างทอง ตำบลลิปะน้อย อำเภอเกาะสมุย และตำบลเกาะพงัน ตำบลบ้านใต้ ตำบลเกาะเต่า อำเภอเกาะพะงัน จังหวัดสุราษฎร์ธานี พ.ศ. 2557 หรือไม่

อย่างไรก็ตาม ระหว่างที่ห้ามดำเนินการก่อสร้างต่อเพื่อรอแนวทางแก้ไขนั้น ผู้ตรวจการแผ่นดินจะเชิญผู้เชี่ยวชาญจากกรมพัฒนาที่ดิน กรมโยธาธิการและผังเมือง กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และกระทรวงมหาดไทย มาประชุมหารือข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการประเมินความลาดชัด ความสูง และปัจจัยอื่น ๆ ที่ต้องคำนึงถึงเมื่อมีการก่อสร้างอาคารบนแนวสันเขา เพื่อให้ได้ข้อสรุปและแนวปฏิบัติที่ชัดเจนภายใน 30 วัน และนำไปเป็นแนวทางให้เทศบาลนครเกาะสมุยนำไปบังคับใช้ต่อไป เพราะแม้ว่าการลงทุนและการพัฒนาของเอกชนจะเป็นสิ่งสำคัญ แต่จะต้องไม่ขัดต่อระเบียบข้อกฎหมาย ไม่มีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ต้องคำนึงถึงมาตรฐาน ความถูกต้อง โดยเฉพาะป้องกันความเสี่ยงการเกิดกรณีดินถล่มหรือทรุดตัวอันจะก่อให้เกิดความเสียหายร้ายแรงต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนได้ในอนาคต ระหว่างนี้หากจะมีการออกใบอนุญาตให้ก่อสร้างในพื้นที่ลาดชัน ให้เทศบาลนครเกาะสมุยสอบถามกรมพัฒนาที่ดินก่อนว่าเป็นพื้นที่ลาดชันที่ห้ามก่อสร้างหรือไม่ ส่วนโครงการที่สร้างเสร็จไปแล้วบางส่วนให้ทางที่ดินระงับการจำหน่ายจ่ายโอนไว้ก่อน เพื่อรอความเห็นเรื่องความลาดชันจากกรมพัฒนาที่ดินก่อนว่าเป็นพื้นที่ห้ามก่อสร้างหรือไม่

ผู้สื่อข่าวรายงานอีกว่า ประเด็นในส่วนของเรื่องเอกสารสิทธิ์ที่ดิน พ.ท.ดุสิต เกษรแก้ว หน.ชป.ฉก.ชุดตรวจสอบและแก้ไขปัญหาที่ดินฯ กอ.รมน.ภ.4 จะตรวจสอบสารบบการออกเอกสารสิทธิ์ ตั้งแต่สค.1 นส.3ก และโฉนดที่ดิน โดยตรวจสอบจากการทำประโยชน์ในที่ดิน ตรวจสอบบันทึกถ้อยคำราษฎรอาวุโสในพื้นที่ หลังพบว่าในพื้นที่จริงมีลักษณะเป็นภูเขาหิน มีหินก้อนใหญ่จำนวนมากอยู่ในพื้นที่ ซึ่งไม่สามารถทำประโยชน์ได้ เช่น การปลูกพืชอาสินใด ๆ ได้ จึงน่าจะไม่สามารถออกเอกสารสิทธิ์ได้เช่นกัน แต่จากการตรวจสอบกลับพบว่าถูกออกโฉนดในพื้นที่ที่เป็นก้อนหินขนาดใหญ่เต็มพื้นที่ด้วย ซึ่งชุดตรวจสอบจะนำภาพถ่ายทางอากาศกรมแผนที่ทหาร ย้อนหลังตั้งแต่ปี พ.ศ.2510 ,2518 ,2538 และพ.ศ.2542 ไปให้กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) แปลภาพถ่ายทางอากาศ และชุดตรวจสอบที่ดินฯ จะดำเนินการตรวจสอบความถูกต้องต่อไป