อีก2สัปดาห์ อธิบดีดีเอสไอสรุปความเห็นแย้งคดีฆ่า บิลลี่ ส่งอสส.ชี้ขาด

29.01.20 | 15:28 น.

อีก2สัปดาห์ อธิบดีดีเอสไอสรุปความเห็นแย้งคดีฆ่า บิลลี่ ส่งอสส.ชี้ขาด ด้านทนายจ่อยื่นร้องปปช.ตรวจสอบการใช้ดุลยพินิจอัยการคดีพิเศษ ชี้พิจารณาพยานหลักฐานนอกสำนวน

เมื่อวันที่ 29 ม.ค.รายงานข่าวแจ้งว่า สำหรับการสรุปความเห็นแย้ง พ.ต.อ.ไพสิฐ วงศ์เมือง อธิบดีดีเอสไอ จะพิจารณาส่งสรุปความเห็นของกลุ่มงานความเห็นแย้งของดีเอสไอ ในคดีดังกล่าวส่งไปยังอัยการสูงสุด ชี้ขาด ในอีก2 สัปดาห์ ที้งนี้กำลังอยู่ระหว่างการตรวจสอบประเด็นข้อกฎหมาย อย่างละเอียด เบื้องต้นได้กำหนดประเด็นแย้ง 6 ประเด็น อย่างไรก็ตามมีข้อมูลจากทางชุดพนักงานสอบสวนว่า ทนายความของทางภรรยานานบิลลี่ ได้ตรวจสอบในเรื่องการพิจารณาหลักฐาน ของทางอัยการ ที่สั่งไม่ฟ้องในประเด็นผู้เชี่ยวชาญ ดีเอ็นเอ ซึ่งเป็นข้อมูลที่อยู่นอกสำนวนการสอบสวน ทั้งนี้จะมีการยื่นร้องต่อทางป.ป.ช เรื่องการใช้ปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ในการใช้ดุลยพินิจพิจารณาหลักฐานนอกสำนวน


รายงานข่าวระบุว่า สำหรับรายละเอียดในประเด็นเรื่องการพิจารณา ข้อมูลเชี่ยวชาญดีเอ็นเอนั้น คือประเด็นแพทย์ ที่พนักงานอัยการเห็นว่า “วิธีการตรวจหาสารพันธุกรรมในไมโทคอนเดรีย เป็นเพียงวิธีการตรวจหาพันธุกรรมของบุคคลในสกุลเดียวกันจากพันธุ์กรรมฝ่ายมารดา (หญิง) ในสกุล โดยวิธีนี้บอกได้เพียงว่าบุคคลทิต้อ้งการตรวจหาฟันธุกรรุมนั้นสืบสกุลมาจากหญิงในสกุลใดเท่านั้น โดยวิธีการนี้บอกได้ว่าบุคคลที่ต้องการตรวจหาพันธุกรรมนั้นสืบสกุลมาจากหญิงในสกุลนั้นๆ ตั้งแต่รุ่นบรรพบุรุษ, ยายของย้ายจนมาถึงเหล่น โดยในคดีนี้กระดูกชิ้นส่วนมนุษย์ในคดีนี้ยืนยันได้พียงว่ากระดูกชิ้นส่วนมนุษย์มีสารพันธุกรรมเดียวกันกับมารดาและยายของนายพอละจี เท่านั้น ไม่มีพยานบุคคลใดยืนยันได้ถึงแม่ของยายและยายของยายที่เลยไปกว่าชั้นมารดาของนายพอละจี่ฯ ได้เลยว่ามีการสืบสายโลหิตแบ่งออกไปกี่สายและมีบุคคลใดในแต่ละสายบ้างที่ยังมีชีวิตอยู่หรือเสียชีวิตไปแล้ว วิธีการนี้จึงยืนยันได้เพี้ยงว่าชินส่วนกระดูกมนุษย์ที่พบเป็นบุคคลที่สืบสายมาจากหญิงในสกุลเดียวกันเท่านั้นแต่ไม่อาจยืนยันได้ว่ากระดูกมนุษย์ดังกล่าวเป็นใคร จะใช่นายพอละจี หรือไม่ หรือเป็นบดคลคลในสกุลเดียวกันที่สืบสายมาจากหญิงในสกุลเดียวกันเท่านั้น จึงไม่อาจยืนยันว่านายพอละจีฯ ถึงแก่ความตายไปแล้ว” นั้น

เห็นว่า การรับฟังข้อเท็จจริงในประเด็นนี้ไม่ใช่การใช้ดุลยพินิจที่รับฟังพยานหลักฐานแตกต่างจากพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ แต่เป็นการรับฟังข้อเท็จจริงที่ไม่ตรงตามพยานหลักฐานในสำนวน เนื่องจากเห็นได้ว่า การรับฟังข้อเท็จจริงของอัยการดังกล่าวไม่มีการอ้างอิงว่ารับฟังในประเด็นนี้เอามาจากพยานผู้เชี่ยวชาญหรือพยานหลักฐานชิ้นไหน เนื่องจากในประเด็นนี้เป็นพยานหลักฐานทางวิทยาศาสตร์จึงต้องรับฟังจากพยานผู้เชี่ยวชาญ ซึ่งในคดีนี้มีพยานผู้เชี่ยวชาญการตรวจสารพันธุกรรมเพียงคนเดียวคือ พ.วรวีร์ ไวยวุฒิ ผอ.กองสารพันธุกรรม สถาบันนิติวิทยาศาสตร์โดยผู้ต้องหาทั้งหมดไม่ให้การโต้แย้งและกล่าวอ้างพยานผู้เชี่ยวชาญอื่นใด

และหากพิจารณาตามคำให้การของนายแพทย์วรวีร์ ผู้เชี่ยวชาญ จะพบว่านายแพทย์วรวีร์ฯ ยืนยันไว้อย่างชัดเจนว่า ชิ้นส่วนกระดูกฯ ที่พบมีความสัมพันธ์สืบทอดมาจากมารดาหรือยายคนเดียวกัน นั่นคือเป็นบุตรของนางโพเราะจีฯ หรือเป็นหลานของมารดาของนางโพเราะจีฯ​ โดยเหตุที่สามารถยืนยันได้เนื่องจากไมโทคอนเดียจะมีการเปลี่ยนแปลงเมื่อมีการถ่ายทอด ๒ รุ่นขึ้นไป ดังนั้นเมื่อไมโทคอนเดียที่ตรวจเปรียบเทียบตรงกันกับไมโทคอนเดียของนางโพเราะจีฯ​ นายแพทย์วรวีร์ฯ จึงยืนยันได้ว่าชิ้นส่วนกระดูกของกลางเป็นบุตรของนางโพเราะจีฯ หรือหลานของมารดานางโพเราะจีฯ เท่านั้น ไม่รวมถึงญาติในลำดับที่เกินกว่านี้​ หรือไม่รวมถึงแม่ของยายและยายของยายที่เลยไปกว่าชั้นมารดาของนายพอละจี่ ขึ้นไป(เกิน2รุ่น)​ดังความเห็นของอัยการที่นำมากล่าวอ้างแต่อย่างใด และนายแพทย์วรวีร์ฯ ผู้เชี่ยวชาญยังยืนยันว่าการตรวจสารพันธุกรรมไมโทคอนเดียมีความน่าเชื่อถือเช่นเดียวกับการตรวจสารพันธุกรรมดีเอ็นเอปกติ

Advertisement

​และเมื่อฟังข้อเท็จจริงจากคำให้การพยานลำดับญาติใน ๒ รุ่น คือ รุ่นลูกของนางโพเราะจีฯ ที่ยืนยันว่าลูกทุกคนยังมีชีวิตอยู่ และรุ่นพี่สาวกับน้องสาวของนางโพเราะจีฯ​ ที่เกิดจากมารดานางโพเราะจีฯ (ตามคำให้การนายแพทย์วรวีร์ฯ ไมโทรคอนเดียถ่ายทอดทางสายผู้หญิงเท่านั้น) ที่ยืนยันว่า พี่สาว น้องสาว บุตรของพี่สาว บุตรของน้องสาวของนางโพเราะจีฯ ก็ยังมีชีวิต มีบางคนเสียชีวิตแล้วก็มีการฝังทำพิธีถูกต้องไม่มีการนำไปลอยอังคารและไม่มีการเผา และพยานเครือญาติทั้ง​ 2 รุ่นดังกล่าวยืนยันตรงกันว่าไม่มีบุคคลใดในเครือญาติ ๒ รุ่นดังกล่าวนี้หายไปยกเว้นนายพอละจี่ฯ เพียงคนเดียว จึงฟังได้อย่างชัดเจนว่า ชิ้นส่วนกระดูกดังกล่าว คือ นายพอละจี หรือบิลลี่ รักจงเจริญ

ดังนั้น เมื่อนายแพทย์วรวีร์ฯ ยืนยันว่า บุคคลผู้เป็นเจ้าของชิ้นส่วนกระดูกดังกล่าวนี้เสียชีวิตแล้ว และเมื่อคดีนี้ผู้ต้องหาทั้งหมดไม่ให้การชั้นสอบสวน ไม่โต้แย้งพยานผู้เชี่ยวชาญเพื่อรับฟังข้อเท็จจริงในการตรวจพิสูจน์เป็นอย่างอื่น จึงต้องฟังตามพยานหลักฐานในสำนวนการสอบสวนดังกล่าวประกอบกันว่า นายพอละจี่ หรือบิลลี่ รักจงเจริญ เสียชีวิตแล้ว

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก Line@matichon ได้ที่นี่

เพิ่มเพื่อน