อุทธรณ์คุก4มือวางระเบิดหน้าม.ราม บทหนักสุด ฐานร่วมกันใช้ระเบิดเพื่อฆ่าผู้อื่น 33ปี4เดือน

30.06.16 | 14:20 น.

เมื่อเวลา 10.00 น.วันที่ 30 มิถุนายน ที่ห้องพิจารณา 911 ศาลอาญา ถนนรัชดาภิเษก ศาลอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ คดีลอบวางระเบิดย่านรามคำแหง ที่พนักงานอัยการฝ่ายคดีอาญา 6 เป็นโจทก์ ยื่นฟ้อง นายอัฟฟาฮัม สะอะ ชาวจ.ปัตตานี นายอิดริส สะตาปอ ชาวจ.นราธิวาส นายคัมภีร์ ลาเต๊ะ ชาวจ.ปัตตานี และนายอิลรอเฮ็ง แวแม ชาวจ.ปัตตานี เป็นจำเลยที่ 1-4 ฐานร่วมกันพยายามฆ่าโดยไตร่ตรองไว้ก่อน กระทำให้เกิดระเบิดเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่ทรัพย์ของผู้อื่น ร่วมกันทำและมีวัตถุระเบิดไว้ในครอบครองโดยฝ่าฝืนต่อกฎหมาย และร่วมกันพาอาวุธไปในเมือง หมู่บ้าน โดยไม่มีเหตุสมควร


ระเบิด2

คำฟ้องสรุปว่า เมื่อวันที่ 26 พฤษภาคม 2556 เวลากลางคืน จำเลยทั้งสี่ ร่วมกันประกอบวัตถุระเบิดแสวงเครื่อง แล้วนำไปวางไว้บริเวณจุดทิ้งขยะ หน้าร้านออกัส รามคำแหง 43/1 จนเกิดระเบิดขึ้น มีผู้บาดเจ็บ 7 ราย และร้านค้าแผงลอยได้รับความเสียหายมูลค่าประมาณ 402,000 บาท หลังเกิดเหตุทั้งหมดพากันหลบหนีไป ต่อมาพนักงานสอบสวนได้สอบสวนและรวบรวมพยานหลักฐานที่เกี่ยวข้องและจับกุมจำเลยดำเนินคดี เกิดเหตุที่หน้าร้านทำผมออกัส ปากซอยรามคำแหง 43/1 แขวงหัวหมาก เขตบางกะปิ ชั้นสอบสวนจำเลยให้การรับสารภาพ แต่ให้การปฏิเสธชั้นพิจารณาคดี

คดีนี้ศาลชั้นต้น พิเคราะห์พยานหลักฐานแล้ว เห็นว่าอัยการโจทก์มีพนักงานสอบสวนหลายปาก เป็นพยานเบิกความว่า ได้ตรวจสอบภาพจากกล้องวงจรปิด ที่บันทึกเหตุการณ์วันเกิดเหตุ พบจำเลยที่ 1, 2 และ 4 อยู่บริเวณจุดเกิดเหตุ ส่วนจำเลยที่ 3 สวมหมวกแก๊ป มีผ้าปิดปาก อำพรางใบหน้า เดินถือถุงหิ้วไปยังจุดเกิดเหตุ เมื่อประสานให้เจ้าหน้าที่ตำรวจศูนย์ปฏิบัติการตำรวจจังหวัดชายแดนภาคใต้(ศชต.) ตรวจสอบการใช้โทรศัพท์มือถือของจำเลย พบความเชื่อมโยงการติดต่อระหว่างจำเลยทั้งสี่ ชั้นสอบสวนจำเลยที่ 1 รับสารภาพว่าเป็นผู้ลงมือก่อเหตุและให้การสอดคล้องกับภาพในกล้องวงจรปิด โดยพวกจำเลยเดินทางโดยรถไฟจากจ.ยะลา มาที่สถานีหัวลำโพง และนำสารระเบิด ใส่ในกระป๋องแป้งมาด้วย แล้วมาอาศัยอยู่ภายในบ้านพัก ซอยรามคำแหง 53 ก่อนจะไปซื้อตะปู ท่อน้ำ สี แอลกอฮอล์และนาฬิกาตั้งเวลา เป็นอุปกรณ์ประกอบระเบิด ที่ร้านค้าและห้างสรรพสินค้า ย่านรามคำแหง โดยหลังเกิดเหตุ จำเลยได้แยกย้ายกันหลบหนีด้วยรถไฟกลับไป จ.ยะลา

Advertisement

จึงพิพากษาว่า จำเลยทั้งสี่มีความผิด ตามประมวลกฎหมายอาญา และ พ.ร.บ.อาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนฯ เป็นความผิดหลายกรรม ให้เรียงกระทงลงโทษทุกกรรม ฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน และกระทำให้เกิดระเบิดจนเป็นอันตรายแก่บุคคลอื่นหรือทรัพย์สินของผู้อื่น อันเป็นการกระทำกรรมเดียวแต่ผิดกฎหมายหลายบท ให้จำคุกตลอดชีวิตจำเลยทั้งสี่ฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน เป็นบทหนักสุด และให้จำคุกตลอดชีวิต ฐานร่วมกันทำและมีวัตถุระเบิด ที่นายทะเบียนออกใบอนุญาตให้ไม่ได้ไว้ในครอบครอง และให้ปรับจำเลยที่ 1-4 คนละ 90 บาท ฐานพาอาวุธไปในเมือง หมู่บ้านฯ

โดยคำให้การเป็นประโยชน์ต่อการพิจารณาคดีอยู่บ้าง มีเหตุบรรเทาโทษเห็นควรลดโทษให้ 1 ใน 3 คงจำคุกจำเลยทั้งสี่ คนละ 33 ปี 4 เดือน ฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่นฯ และจำคุกคนละ 33 ปี 4 เดือน ฐานกระทำให้เกิดระเบิดฯ โดยปรับคนละ 60 บาท ฐานพาอาวุธไปในเมืองฯ แต่เมื่อรวมโทษทุกกระทงตามกฎหมายแล้ว ให้จำคุกจำเลยที่ 1-4 คนละ 50 ปี และให้ริบของกลาง รวมทั้งให้จำเลยทั้งสี่ ร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายแก่ผู้ได้รับบาดเจ็บ ร้านค้าและหน่วยงานรัฐ ที่ได้รับความเสียหายด้วย

ต่อมาจำเลยทั้งสี่ยื่นอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ตรวจสำนวนปรึกษากันแล้วเห็นว่า คดีนี้จำเลยทั้งสี่ให้การรับสารภาพในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนโดยสมัครใจ แม้โจทก์จะไม่มีประจักษ์พยานรู้เห็น แต่พนักงานสอบสวนได้ทำบันทึกคำให้การรับสารภาพ มีการจัดให้จำเลยทั้งสี่ นำชี้จุดที่เกิดเหตุ รวมทั้งมีภาพบันทึกขั้นตอนการสอบสวนไว้ ที่จำเลยทั้งสี่อ้างว่าถูกบังคับให้รับสารภาพ แต่ไม่ปรากฏว่ามีการร้องเรียนผู้บังคับบัญชาของเจ้าหน้าที่ตำรวจแต่อย่างใด ทั้งที่จำเลยทั้งสี่มีสิทธิคัดค้านได้ในชั้นสอบสวน พยานหลักฐานต่างๆ ของโจทก์เป็นลำดับขั้นตอนเชื่อมโยงกันว่าจำเลยทั้งสี่ร่วมกันกระทำความผิดตามฟ้อง โดยไม่ปรากฏว่าพยานโจทก์มีสาเหตุโกรธเคืองกับจำเลยมาก่อน จึงไม่มีข้อระแวงเรื่องพยานโจทก์จะกลั่นแกล้งเบิกความปรักปรำจำเลย

อย่างไรก็ตาม ที่ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยทั้งสี่ ในความผิดฐานพยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน เป็นความผิดที่มีโทษเบากว่าฐานร่วมกันใช้วัตถุระเบิด เพื่อฆ่าผู้อื่นนั้นศาลอุทธรณ์เห็นสมควรแก้ไขให้ถูกต้องพิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยทั้งสี่มีความผิดตาม ป.อาญา และ พ.ร.บ.อาวุธปืน เครื่องกระสุน วัตถุระเบิดฯ พ.ศ.2490 ฐานร่วมกันทำและมีวัตถุระเบิดที่นายทะเบียนไม่สามารถออกใบอนุญาตให้ได้ ฐานร่วมกันใช้วัตถุระเบิดเพื่อฆ่าผู้อื่น ฐานร่วมกันทำให้เกิดระเบิดจนน่าจะเกิดอันตรายแก่บุคคลอื่นหรือทรัพย์สินของผู้อื่น และฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน เป็นกรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานร่วมกันใช้วัตถุระเบิดเพื่อฆ่าผู้อื่น ที่เป็นบทลงโทษหนักสุด ให้จำคุกจำเลยทั้งสี่ตลอดชีวิต คำให้การเป็นประโยชน์อยู่บ้างลดโทษ 1 ใน 3 คงจำคุกคนละ 33 ปี 4 เดือน ปรับคนละ 60 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น